Amazon Web Service (AWS) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลแบบ Cloud เสริมบริการใหม่ๆ เข้ามาใน ‘AWS Free Tier’ เพื่อเชิญชวนสตาร์ทอัพ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดเล็ก (SMEs) ตลอดจนองค์กรธุรกิจ ทั้งที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างรวดเร็ว หรือต้องการทดสอบการใช้งานระบบ Cloud และการทำงานบนฟังก์ชันต่างๆ ของ AWS โดยให้ทดลองใช้งาน ‘AWS Free Tier’ แบบไม่ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบวิเคราะห์ต่างๆ

AWS Free Tier มีอะไรให้ใช้ มีอะไรให้ฟรี

เพราะการลงทุนสร้างเว็บไซต์หรือบล็อกอาจมีราคาแพงและต้องใช้เวลาในการเตรียมก่อนการใช้งานจริงอย่างเต็มรูปแบบ AWS จึงสร้างบริการแบบที่ไม่จำกัดระยะเวลาการใช้งานและบริการที่มีระยะเวลา 12 เดือนออกมาให้เลือก โดยในเดือนกรกฎาคม 2017 AWS Free Tier มี 48 บริการที่ธุรกิจต้องการ ไม่ว่าจะเป็น AWS Lambda, Amazon S3, Amazon RDS, Amazon QuickSight, Amazon EC2 โดยสามารถแยกบริการเป็นการทำงานใน 15 หมวดหมู่ อาทิ

  • บริการระบบเพื่อการประมวลผล (Compute)
  • บริการ (Storage & Content Delivery)
  • บริการฐานข้อมูล (Database)
  • บริการการวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics)
  • บริการสำหรับอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ (IoT)
  • บริการเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา (Developer Tools)
  • บริการเครื่องมือด้านการจัดการ (Management Tools)
  • บริการเพื่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)
  • บริการเซิร์ฟเวอร์สำหรับวิดีโอเกม (VDO Game Servers)

เหล่านี้มาพร้อมบริการและฟังก์ชันต่างๆ เพื่อให้องค์กรสามารถเลือกทดลองใช้งานได้ตามความต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่สนใจการพัฒนาบริการ หรือธุรกิจที่ต้องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ก็สามารถทดลองใช้บริการเพื่อพัฒนาบริการด้าน AI ได้ฟรี ผ่าน 3 บริการหลัก ได้แก่

  • Amazon Rekognition ซึ่งเป็นบริการตรวจหา Deep learning-based image recognition service ให้การค้นหาสูงถึงเดือนละ 5,000 ภาพ ฟรี เป็นเวลา 1 ปี
  • Amazon Polly ให้บริการแปลงตัวหนังสือเป็นเสียงพูดที่เป็นธรรมชาติ (Text-to-Lifelike Speech) ฟรี 5 ล้านตัวอักษรต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี
  • Amazon Lex การสั่งงานด้วยเสียงที่มีความสามารถในการเข้าใจเสียงที่เป็นธรรมชาติ นักพัฒนาสามารถนำไปต่อยอดในการสร้าง Chatbots ได้สูงถึง 10,000 text requests ต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี

ฟังก์ชันเชื่อม IoT ที่มีให้ลอง

เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ หรือ IoT ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมตามแนวนโยบาย Thailand 4.0 นั้น AWS Free Tier ยังเพิ่ม 2 บริการหลักเพื่อผู้พัฒนาหรือองค์กรให้สามารถทดลองใช้ ได้แก่

  • AWS IoT ให้บริการในการเชื่อมโยงอุปกรณ์สู่ Cloud พร้อมการส่งข้อความระหว่างกันถึง 250,000 ข้อความต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี
  • AWS Greengrass บริการซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถประมวลผล ส่งข้อความ การทำ Data Caching และความสามารถในการซิงค์ข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ด้วย AWS Greengrass อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันจะสามารถใช้ AWS Lambda ได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย ถึงแม้ในขณะที่อุปกรณ์เหล่านั้นจะไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยสามารถใช้อุปกรณ์ได้ 3 ชิ้น ฟรี เป็นเวลา 1 ปี

เหตุผลที่ควรใช้ VS ไม่ควรใช้ AWS Free Tier

  • ควรใช้
    > สำหรับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์หรือบล็อกใหม่
    > เหมาะกับสตาร์ทอัพที่มีงบประมาณจำกัด โดยสามารถใช้ได้ฟรี 1 ปี
    > เหมาะกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ต้องการลองทำ Beta Test เพื่อดูว่าเว็บไซต์ทำงานได้ดีหรือไม่ ก่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์จริง
  • ไม่ควรใช้
    > ไม่สามารถรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากมี RAM เพียง 1 GB
    > หากไม่มีประสบการณ์ด้านการทำเว็บไซต์หรือไม่เคยแก้ไขระบบหลังบ้านมาก่อน บริการนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ อาจจ้างคนที่คลุกคลีอยู่กับระบบเว็บไซต์และเทคโนโลยีมาจัดการแทน

รู้ไว้ก่อนใช้งาน

  • เมื่อการใช้งานฟรีของ AWS หมดอายุ หรือมีการใช้งานแอปพลิเคชันเกินกว่าอัตราการใช้งานฟรี คุณจะต้องจ่ายค่าบริการตามอัตราปกติ
  • ขณะสร้างบัญชี AWS ผู้สมัครใช้งานจะถูกเรียกเก็บเงิน 1 ดอลลาร์ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดบัญชี
  • AWS Free Tier มีความน่าเชื่อถือ ผู้ใช้สามารถใช้กับเว็บไซต์หรือบล็อกแบบมืออาชีพได้
  • Amazon นำเสนอ Free Tier ออกมาได้เป็นอย่างดี แต่ยกเว้น Amazon S3 ที่มีข้อจำกัดเรื่องการใช้งานได้เพียง 20,000 requests ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของการใช้ทรัพยากรอย่าง S3 และล่าสุด hackpundit.com ก็ถูกเรียกเก็บเงินสำหรับการใช้ AWS S3 ใน Free Tier ตั้งแต่การใช้งานที่มากกว่า 20,000 requests ขึ้นไป
  • บางคนพยายามสร้างบัญชี AWS Free Tier หลายบัญชีเพื่อให้ใช้บริการ AWS ได้นานขึ้น จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่ง AWS ได้ชี้แจงข้อกำหนด AWS Free Tier ไว้อย่างชัดเจนแล้ว
\ ENDNOTES \