ต่อจากการสรุป Keynote แรก ถ้า ‘Success’ เท่านั้นคือสิ่งที่ต้องการ คุณจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ โดย คุณเจี๊ยบ – ปาจรีย์ แสงคำ Chief Business Solutions & Services Officer กลุ่มบริษัท G-ABLE ทีม The VIABLE ยังสรุปความรู้ ความคิดเห็นจากวงเสวนา ‘Moving Away from Business as Usual – The Stories of Industry Evolution’ ในงาน Digital Darwinism Day มาฝากกันต่อ

ประเด็นเสวนาด้านความเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจซึ่งจะต้องทำมากกว่า ‘ธุรกิจทั่วๆ ไป’ มี 3 ผู้ร่วมเสวนาซึ่งช่วยพัฒนาองค์กรทั้งในภาคธุรกิจและภาคการศึกษา ได้แก่

  • คุณพิงค์ – นิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล ผู้อำนวยการ SEAC บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิเคราะห์และพัฒนาคน พัฒนาผู้นำองค์กรในประเทศไทย
  • คุณบอม – โอฬาร วีระนนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง DurianCorp บริษัทสตาร์ทอัพด้าน Crowdfunding และเป็นเจ้าของอีก 4 ธุรกิจ อาทิ ธุรกิจที่ปรึกษา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • อาจารย์แอน – รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม และหัวหน้าคลัสเตอร์ Internet of Things มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) หรือที่รู้จักในชื่อ Internet of Things Expedition หรือ IX และมุ่งพัฒนาบุคลากรด้าน IoT ออกสู่ตลาด

ดำเนินการเสวนาโดย คุณวา – วาสิตา รัตนมโนชัย Chief Community Officer ของ YelloTalk

SEAC องค์กรที่มีการเทรนด์คนตลอดเวลา มีผู้นำองค์กรมาปรึกษาอะไรบ้าง

คุณพิงค์ : ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็น Corporate เช่น SCG, SCB, Minor Group โดยผู้นำองค์กรที่มาปรึกษาพิงค์มีเทรนด์เปลี่ยนไป คือ 5-10 ปีที่แล้วปรึกษาว่า ทำอย่างไรให้บริษัทโต ทำอย่างไรเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อธุรกิจขยาย แต่ปีสองปีมานี้ลูกค้าจะมาคุยว่า โลกไม่เหมือนเดิม ทำอย่างไรให้ตัวเราพร้อม คนของเราพร้อม คู่แข่งก็ไม่เหมือนเดิม

แต่ก่อนองค์กรไซส์ใหญ่ที่มีฐานลูกค้าเยอะนั้นได้เปรียบ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแล้ว มีเทรนด์สตาร์ทอัพอยู่ทั่วโลก มหาศาลมาก วันนี้เราเห็นปลาตัวเล็กที่ว่ายน้ำเร็วมากๆ เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นไล่งับปลาใหญ่ ปลาใหญ่ก็กลัวตัวเองว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร นี่คือสิ่งที่บอกว่าลูกค้าไม่เหมือนเดิม

วันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยน ความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยน จากที่เราแข่งกับคู่แข่งว่าทำอะไรต้องดีกว่า บริการต้องดีกว่า แต่วันนี้เราแข่งกันว่า ใครจะเข้าใจลูกค้ามากกว่ากัน โดยเป็น Need ที่ยังไม่มีใครมองเห็นแต่เรามองเห็น ซึ่งลูกค้าก็ถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้นำจะเตรียมตัวอย่างไร แล้วจะพาคนทั้งหมดไปด้วยอย่างไร

ปีนี้เรื่องฟินเทคฮอตมาก ในฐานะที่คุณบอมอยู่ในวงการฟินเทค มีเรื่องอะไรที่น่าติดตามหรือน่าสนใจมากที่สุด

คุณบอม : ต้องบอกก่อนว่าปี 1996 บิลล์ เกตต์ เคยพูดว่า “Banking is necessary, Banks are not” แปลว่า ธุรกิจการเงินการธนาคารสำคัญ แต่ธนาคารนั้นอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป อยากให้ลองเปลี่ยนคำว่า Banks เป็นอุตสาหกรรมที่คุณอยู่…

  • ธุรกิจการท่องเที่ยว สำคัญ แต่ โรงแรม อาจไม่สำคัญอีกต่อไป
  • การตลาด สำคัญ แต่ เอเจนซี อาจไม่สำคัญอีกต่อไป
  • การศึกษา สำคัญ แต่ มหาวิทยาลัย อาจไม่สำคัญอีกต่อไป
  • เทคโนโลยี สำคัญ แต่ บริษัทด้านเทคโนโลยี อาจไม่สำคัญอีกต่อไป

เรื่องฟินเทคกับแบงก์ก็ไม่ได้แข่งกันนะ คนมักจะเข้าใจผิดว่าฟินเทคจะมาฉีกแบงก์เป็นชิ้นๆ ซึ่งฟินเทคในยุค 1.0 เป็นเรื่องของ Disruption Technology แต่ฟินเทคในยุคของพวกเรามันคือยุคของ Collaboration ซึ่งสิ่งที่เราทำ ไม่ได้ทำดีกว่า Corporate แต่เราทำเร็วกว่า

ไปดูที่แบงก์ เขามีรายได้จากการกินดอกเบี้ยส่วนต่างจากการทำธุรกิจเงินกู้และเงินฝาก ซึ่งผมคุยกับผู้บริหารหลายแบงก์ แบงก์ไม่ได้แข่งกันหลายๆ สีเหมือนแต่ก่อน แต่แข่งกับไปรษณีย์ไทย เพราะเขาโอนเงินได้แล้ว แข่งกับไลน์ แข่งกับบริษัทเกมออนไลน์ ฯลฯ และตอนนี้ก็มีการพูดคุยกันเรื่องนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ มาทำ Lending แล้ว

ฟินเทค fintech แบงค์ ธนาคาร

Case Study 1 : อิสราเอล

คุณบอมไปร่วมงานสตาร์ทอัพระดับโลก DLD Tel Aviv Innovation Festival ที่อิสราเอล และเห็นว่ามีการนำ AI มาใช้ในการปล่อยกู้ โดยใช้กล้องถ่ายรูปผ่านแอปและให้ผู้ที่ต้องการกู้เงินพูดว่า “พี่จะคืนเงินเขา” เป็นภาษาอังกฤษ แล้วระบบจะให้ Credit Scoring ทันทีว่า คนคนนั้นพูดจริงหรือโกหก เป็นการใช้เครื่องมือประเมินเลยว่าจะคืนเงินจริงไหม ควรให้กู้หรือไม่ ซึ่งระบบนี้มีอัตราความแม่นยำ 80% และแหล่งเงินที่ให้กู้นั้นก็มาจาก Crowdfunding ที่ทำแบบ Peer-to-peer ได้ โดยไม่ต้องมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่มารองรับ

Case Study 2 : ฮ่องกง

ที่ฮ่องกงก็นำ AI มาทำ Lending หลายรูปแบบ ซึ่งเรื่องการเงินก็จะมี Privacy อยู่ จากที่ต้องไปตรวจสอบเครดิตความน่าเชื่อถือกับเครดิตบูโร คุณบอมเล่าว่าตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เขาขอ Username กับ Password เข้าไปดูบัญชีเฟซบุ๊ก, ไลน์, วีแชต ดูพฤติกรรมการคุยกับเพื่อน สนใจอะไร ซื้อของอะไร จ่ายเงินอย่างไร แล้วให้ Credit Scoring อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้เข้ามาเปลี่ยน Paradigm Shift (การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์) ทำให้เห็นว่าฟินเทคมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจ

มาถึงวงการการศึกษา ต้องปรับหลักสูตรอย่างไรเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษายุคนี้

อาจารย์แอน :ในนามของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เราต้องติดอาวุธให้เด็กพร้อมไปทำงานในอุตสาหกรรมจริง ทักษะที่จำเป็น ณ ตอนนี้มี 2 อย่างคือ Entrepreneurial Skill กับ Professional Skill คำว่า Professional Skill คือ มีทักษะทางอาชีพ ไม่ใช่แค่ทำงานเก่ง แต่ต้องสื่อสารได้ รับผิดชอบ ส่วน Entrepreneurial Skill เราต้องติดอาวุธความชอบเสี่ยงให้เด็ก ให้เด็กมี Passion อยากทำ อยากลุย ซึ่งทำตอนปี 4 ไม่ได้ ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กประถม เพราะปัญหาคือถ้าเด็กไม่ติดอาวุธมาก่อนจะเห็นเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จที่เด็กมีทักษะเหล่านี้น้อยมาก

โจทย์ของมหาวิทยาลัย คือ การสร้างเด็กที่มี Passion อย่างกลุ่มที่พามา (ภายในงานนี้มีการแสดงผลงาน IoT ของนักศึกษาด้วย) เป็นนักศึกษาที่อยู่ปี 2 แต่ผ่านการประกวดมาหลายเวที เด็กกลุ่มนี้ทำสิ่งประดิษฐ์ตั้งแต่มัธยมและมี Passion แล้วก็ไปแข่งในงานของฐานเศรษฐกิจ เราเพิ่งรู้ผลว่าเข้ารอบ ซึ่งเด็กไม่ได้นอนเลยตั้งแต่วันอังคารจนถึงวันเสาร์เพื่อทำ Prototype ไปโชว์ในงาน และแม้จะไม่ได้รางวัล ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง แต่เป็นเด็กที่มี Passion และเขามีฝันที่จะเป็น Maker อยากทำสตาร์ทอัพ

ตอนนี้มี 3 คน ทำอย่างไรที่จะเป็น 300 คน หรือ 3,000 คน หรือ 30,000 คนได้ เป็นงานที่ท้าทายมาก ซึ่ง IoT เป็นทางหนึ่งที่จะ Build คนแบบนี้ขึ้นมาได้ เราต้องสร้างเวทีให้เขา สร้างพื้นที่ Maker สร้างหลักสูตรให้เขา ซึ่งมันต้องมีกลุ่มตัวอย่าง พอเด็กเห็นว่ากลุ่มตัวอย่างประสบความสำเร็จก็จะมีเด็กตามเข้ามาเอง

ถามว่ามหาวิทยาลัยปรับตัวอย่างไร วิธีการสอนของเราเริ่มเปลี่ยนเป็น Active Learning มีงานวิจัยบอกว่าการให้เด็กนั่งฟังแบบเดิม คนนั่งฟังเหนื่อยกว่าคนสอน เพราะคนสอนมีความแอคทีฟจึงไม่เหนื่อย และเด็กก็ไม่ได้คิด แต่ Active Learning คือการโยนโจทย์ให้ตั้งแต่วันแรก เราทำ Interactive มา ตอบให้ได้เดี๋ยวนี้ ทุกคนจับกลุ่ม ห้ามหลับ ต้องเริ่มวิธีแบบนี้กับเด็กๆ

อย่างที่สอง Work Integrated Learning มหาวิทยาลัยให้เด็กเข้าไปดูงาน ทำงานจริงในอุตสาหกรรมในช่วงซัมเมอร์ หรือแล้วแต่หลักสูตร รูปแบบหนึ่งคือสหกิจศึกษา ส่งเด็กไปทำงาน 6 เดือนแล้วกลับมา ไม่ใช่แค่ 2 เดือน พบว่าเด็กมีความคิดที่เปลี่ยนไป ประสบความสำเร็จมาก เพราะฉะนั้นต้องมีการอินทิเกรตระหว่างอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยให้มากกว่านี้ และต้องทำทุกปีแล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

กลับมาที่คุณพิงค์ อยากให้แชร์เคสที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์กร แล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

คุณพิงค์ : ทุกๆ องค์กรมีการพัฒนา แต่โจทย์คือ ทำอย่างไรจึง Change ได้แบบ Speed ซึ่ง SEAC พาผู้บริหาร 30 คนบินไปสหรัฐอเมริกาด้วยกัน พาไปเข้าใจว่าตอนนี้ที่โลกกำลัง Disrupt มันแปลว่าอะไร แล้วให้ไปเข้าใจว่าองค์กรที่เขาคล่องตัวมากๆ อย่างในซิลิคอนวัลลีย์ ทำไมธุรกิจเกิด เขามี Secret อะไรที่องค์กรทั่วไปไม่มี เราต้องทำให้แตกต่าง ซึ่งกลับมาแล้วได้อะไร ผู้บริหารได้ ความกลัว กลับมา เราเห็นเทรนด์แล้วว่ามาแน่ๆ น่าจะมากระทบไทยแรงๆ ภายในอีก 2-3 ปี ธุรกิจที่เคยอยู่อาจจะหายไป

หลายองค์กรจึงเริ่มทำ เช่น เรื่องของคน คนเริ่มตื่นตัวแล้ว อยากจะเปลี่ยนแปลงองค์กร ไม่ต้องรอให้ความเปลี่ยนแปลงมาหาแล้วค่อยเปลี่ยน แต่ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน ท้าทายตัวเองทุกวันว่ายังทำอะไรเหมือนเดิมหรือเปล่า ต้องใส่ความเป็นผู้ประกอบการลงไป ทำอย่างไรให้คนไม่กลัว แบบที่คุณเจี๊ยบบอกว่า Fail fast ซึ่งการจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ง่าย และแค่ให้เหตุผลว่า ดี คนไม่เปลี่ยนหรอก

ดังนั้น ต้องทำให้คนมี Emotional Engagement กับองค์กรก่อน ซึ่ง Leader หรือผู้บริหารเป็นคนสำคัญที่ต้องส่ง Message เคลียร์มากๆ กับคนในองค์กร ทำให้คนกล้าเสี่ยง โดยองค์กรหนึ่งนำกลุ่มเด็ก Talent มาทำ แต่ถ้าผู้บริหารไม่เปลี่ยน คอมเมนต์เหมือนเดิมก็ไม่เกิดแน่ๆ จึงพาผู้บริหารไปเข้าคอร์สให้เห็น Emotional Engagement และทำให้เห็นว่าทำไมทำแบบเดิมไม่ได้ ทำให้เห็นว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้านวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอยู่ ตลอดจนทำให้เขาส่งเสริมคนข้างล่าง คนรุ่นใหม่ได้

เทคนิคการสร้างความเปลี่ยนแปลงในองค์กรของ Speaker แต่ละท่าน

คุณบอม : ผมร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุมพาผู้บริหารไป Tencent ที่เซินเจิ้น Tencent ก่อตั้งในปี 1998 เป็นบริษัทไอทีเล็กๆ และเคยเกือบล้มละลายจนต้องขายหุ้นออกไป 46.5% ตอนนี้ Tencent ใหญ่กว่างบประมาณประเทศไทย 7 เท่าตัว ประมาณ 15.5 ล้านล้านบาท ยอดขายเฉพาะฟังก์ชันเกม ได้วันละพันล้านบาททุกวัน โดยเขาเริ่มจากการทำสตาร์ทอัพเพราะอย่างแรก มองว่า ‘ตลาดใหญ่’ อย่างที่สอง ‘เก็บเงิน’ ทำให้พ่ายแพ้ในช็อตแรก

เพราะใน Mindset คนจีนไม่ควรเก็บเงิน เขาถือว่าการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันฟรีนั้นเป็นการจ่ายค่า Data แล้ว และการที่ Tencent ได้ Data ไปก็นำไปทำเงินได้อยู่แล้ว ซึ่งคีย์เวิร์ดที่ทำให้ Tencent สำเร็จได้คือ ไม่เก็บเงิน แต่สร้าง Customer Engagement รอบๆ ทำให้ลูกค้าอยู่ติดกับเขา โดยสร้าง QQ, Wechat, การจ่ายเงินออนไลน์ ฯลฯ แล้วทำให้คนรอบข้างไม่ได้ใช้แค่แชต แต่ส่งของได้ ให้อั่งเปาออนไลน์ก็ยังได้

คุณบอมโยนคำถามให้ผู้ฟังคิดต่อ “อะไรที่จะทำให้บริษัท 15 ล้านล้านเจ๊งได้?” แล้วบอกว่า…

คีย์เวิร์ดคือ ถ้าทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ บริษัทหมื่นล้านก็เจ๊งได้ในชั่วข้ามปี เพราะฉะนั้น สตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วน่ะ…ทำได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ ทำอย่างไรให้โตและมั่นคง คนใช้ต่อในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อน Exit จึงอยากให้สตาร์ทอัพโฟกัสที่ Customer Engagement ก่อน อย่าเพิ่งคิดถึงฐานรายได้ในตอนแรก และสิ่งที่มากกว่านั้นคือ การหา Business Model ชั้นดี เพื่อให้ธุรกิจสเกลในระดับโลกได้

อาจารย์แอน : อยากบอกทุกบริษัทหรือผู้ประกอบการว่า ให้พยายาม Engage เด็กเข้าไปตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ หรือบริษัทที่มีบุคลากรไม่พร้อมหรือยังมีความสามารถไม่พอ พยายามเข้าไป Engage กับเด็กมหาวิทยาลัยให้มากที่สุด เพราะมีเด็กจำนวนมากที่พร้อมจะเข้าไปทำงาน ซึ่งจะทำให้บริษัทรู้ว่าจะพัฒนาเด็กอย่างไร ทั้งยังต้องสร้าง HR ให้เข้มแข็ง และมีวิธีคัดและเทรนด์เด็กให้เข้มข้นมากขึ้น

ส่วนบริษัทไหนที่ทำ Digital Transformation แล้วจะนำ IoT ไปใช้ ให้พิจารณา Organization Profile ทั้งในเรื่องบุคลากร เรื่องเงิน และที่สำคัญให้นำ Digital World มาผนวกกับ Hardware World ซึ่งมันเป็นเรื่องของ Business Model คือถ้าใครอยากทำ IoT จำเป็นต้องมีผลงานเฉพาะ หรือต้องสร้างยูนิตเฉพาะขึ้นมา

คุณพิงค์ : อยากฝากเรื่องการเตรียมความพร้อมในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ปกติ เพราะองค์ความรู้ที่เรามี ประสบการณ์ที่เรามีมันหมดอายุเร็วมาก อย่างแรกคือ Leader ยุคใหม่จึงต้องเปิดตัวเองมากขึ้น เห็นโลกมากขึ้น รู้ให้กว้าง ทำอะไรอย่างต่อเนื่อง และอย่างที่สอง เรื่องของลูกค้า ต้องส่งเสริมตัวเราและทีมให้เข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น ไม่ได้ให้ Survey แต่ให้ใช้ใจฟังว่า ลูกค้ามีปัญหาอะไร แล้วจะช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร มันจะสะท้อนกลับมาเองว่าอะไรที่เราทำได้ และสุดท้าย โลกวันนี้ไม่มีใครมีคำตอบว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะอะไรก็เป็นไปได้ เราต้องรู้สึก Uncomfortable กับความไม่รู้ และให้เติมน้ำลงแก้วตลอดเวลา

\ VIABLE SAY \

จากที่ฟังกูรูทั้ง 3 ท่าน ประเด็นที่มีความคล้ายคลึงกันที่จะช่วยให้ธุรกิจทำ Digital Transformation สำเร็จคือ คน โดยเฉพาะคนที่เป็น ผู้นำ ผู้บริหารระดับสูง หรือเจ้าของกิจการ ต้องเข้าใจและเห็นความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่กำลังถูก Disrupt เป็นอย่างแรก ด้วยการรับฟังความรู้จากงานอบรมสัมมนา เรียนรู้ตลอดเวลา ตลอดจนออกไปเห็นโลกที่กว้างขึ้น

สอง ผู้นำต้องเปิดใจ ยอมรับความเสี่ยง ไม่ยึดติดกับความสำเร็จแบบเดิมๆ และรับฟังไอเดียใหม่ๆ ของทีมงาน เปิดโอกาสให้ตัวเองและทีมเสี่ยงได้ เจ็บตัวได้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้องค์กร

สาม ผู้นำและทีมงานต้องสร้างคอนเนคชันใหม่ๆ และเลือกองค์กรที่เหมาะจะมา Collaboration กัน เช่น สถาบันการศึกษา เพื่อปั้นผู้เรียนให้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถตามที่องค์กรต้องการ พร้อมจะทำงานในยุคดิจิทัลซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมี Passion กล้าลุย กล้าเสี่ยง

สี่ ผู้นำและทีมงานต้องเข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น เพื่อฟังเสียงและความต้องการของลูกค้าแล้วช่วยแก้ปัญหา เพราะความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นด้านสินค้าหรือบริการ ไม่เหมือนเดิม ไม่อยู่กับที่ แต่ยังต้องการสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มให้สามารถใช้ชีวิตได้ดีกว่าและสะดวกสบายกว่าเดิม