เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีรุดหน้าไปอย่างมาก “ข้อมูล” แทบทุกอย่างถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลบนออนไลน์ สะดวกต่อการค้นหา และง่ายต่อการนำมาใช้

มองในภาพใหญ่ย่อมดูดี เพราะมันเหมือนกับว่ามนุษย์ได้พัฒนาและก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่โลกในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญ คือข้อถกเถียงที่ว่า “ข้อมูล” ของใครคนใดคนหนึ่งควรเป็นเสรีภาพของคนนั้นเองที่จะควบคุม/จัดการ หรือควรเป็นของรัฐที่สามารถควบคุม/จัดการ (ยังไม่ต้องพูดถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่) โดยให้เหตุผลเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ”

ฟังดูคลาสสิก…ว่าไหม?

เสรีภาพ vs. ความมั่นคง ในอดีตก็ถกเถียงเรื่องนี้กันมานานแล้ว แต่ยุคนี้เป็นยุคที่เราควรใส่ใจต่อเรื่องความปลอดภัยในข้อมูลให้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติที่เคยมีมา เพราะยุคนี้และยุคถัดไป ใครควบคุมข้อมูลคนอื่นได้ ด้วยวิทยาการทางเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าทุกวัน จะทำให้คนๆ นั้นสามารถควบคุมจัดการชีวิตของคนอื่นได้ และยิ่งโดยเฉพาะถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่อย่างรัฐหรือบริษัทเทคโนโลยี จะไม่ใช่แค่ควบคุม/จัดการเท่านั้น หากแต่สามารถบงการพฤติกรรมของคนๆ ได้ด้วย

ลองนึกภาพเหตุการณ์สมมติว่า รัฐบาลประเทศ A ที่เป็นรัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยม แต่มี Big Data ของประชากรอย่างละเอียดยิบ พร้อมกันนั้นก็มี AI ที่เชื่อถือได้ในการวิเคราะห์ใบหน้า-ท่าทางว่า การแสดงออกแบบนี้ของประชากรคนนั้นหมายความว่าอย่างไร และหากพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งต้องการจะล้มล้างการปกครองของรัฐบาลปัจจุบัน

แน่นอน-มันง่ายเหมือนดีดนิ้ว เพราะไม่นานรัฐบาล A ก็สามารถติดตาม สืบเสาะ และล้วงเลาะจนจัดการกับกลุ่มคนนั้นๆ ได้อย่างตรงเป้า (ส่วนจะจัดการอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

กรณีศึกษาว่าด้วย รัฐบาลจีนกับการสอดส่องประชาชน

รัฐบาลจีนกับการสอดส่องประชาชนไม่ใช่เรื่องใหม่ กรณีที่ดังที่สุดคงหนีไม่พ้นค่ายลับปรับทัศนคติในซินเจียง เพราะมีทั้งการจับประชาชนมาอบรมสั่งสอนตั้งแต่วัยเด็กผ่านระบบการศึกษาโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงสอดส่องพฤติกรรมผ่านกล้อง CCTV ในทุกหัวมุมถนน มากไปกว่านั้นยังมีการใช้ระบบให้คะแนนเครดิตทางสังคม (Social Credit System) หรือที่เรียกว่า “ระบบความน่าเชื่อถือทางสังคม” โดยหากประชาชนจีนเชื่อฟังรัฐบาล ทำตามคำสั่ง ประพฤติตัวอยู่ในร่องในรอยที่ทางรัฐบาลต้องการ คะแนนเครดิตทางสังคมจะสูง ทำให้เวลาไปซื้อของหรือกู้เงินจากสถาบันทางการเงินในจีนเป็นไปอย่างราบรื่น แต่หากมีคะแนนต่ำจะถูกขึ้นบัญชีดำ ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบาก ส่วนใหญ่จึงต้องหาทางกู้คะแนนคืนกลับมาให้ได้

ภาพของสังคมจีนที่ล้ำหน้าในด้านเทคโนโลยี แต่สอดส่องประชาชนลักษณะนี้ ก็ชวนให้นึกถึงนิยายชื่อก้องโลกอย่าง 1984 ที่สะท้อนภาพสังคมดิสโทเปียซึ่งถูกจับจ้องด้วย Big Brother อยู่ตลอดเวลา

ไม่หมดแค่นั้น เพราะล่าสุด เมื่อไม่นานมานี้ ในซินเจียงก็เกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว มีรายงานที่ทำการสืบสวนโดยสำนักข่าวหลายแห่ง ได้แก่ Motherboard, the New York Times และ the Guardian โดยพบว่า ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของชายแดนจีนบางแห่ง (โดยเฉพาะซินเจียง) จะมีเจ้าหน้าที่ขอให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศจีน ‘เปิดโทรศัพท์มือถือ’ แล้วส่งให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อทำการดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่นตึวหนึ่งลงใทรศัพท์มือถือ

ทีมสืบสวนพบว่า รัฐบาลจีนจะติดตาม (track) ข้อมูลของคุณผ่านแอพพลิเคชั่นตัวนั้น เนื่องจากแอพพลิเคชั่นที่เจ้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองลงไว้ในเครื่องสามารถทะลวงเข้าไปดูดข้อมูลหลายต่อหลายอย่างมาเก็บไว้ในเครื่องและจากนั้นจะทำการส่งไปยังฐานข้อมูลกลางของรัฐบาลจีน ที่สำคัญไม่ใช่ส่งครั้งเดียว เพราะจะมีการส่งข้อมูลให้รัฐฐาลจีนอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าอัพเดทข้อมูลส่วนตัวของเราให้รัฐบาลจีนรับรู้แบบเรียลไทม์กันเลยทีเดียว

ข้อมูลต่างๆ ที่แอพพลิเคชั่นนี้จะส่งรัฐบาลจีนมีตั้งแต่ ข้อมูลรายชื่อต่างๆ ในโทรศัพท์, ข้อความทั้งหมด, ตารางนัดหมาย, ข้อมูลการโทรเข้า-โทรออก ไฟล์อื่นๆ อีกจำนวนมากที่อยู่ในเครื่องเนื่องจากแอพพลิเคชั่นตัวนี้สามารถเชื่อมไปยังแอพพลิเคชั่นตัวอื่นๆ ที่อยู่ในเครื่องได้ โดยทางรัฐบาลจีนมี AI ที่แปลภาษาต่างๆ ให้กลับมาเป็นภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในภาษาใด รัฐบาลจีนก็สามารถรับรู้ได้ทั้งหมด

แต่ถึงที่สุด แค่จัดเก็บข้อมูลไม่พอ เพราะรัฐบาลจีนจะนำข้อมูลส่วนตัวของคุณทั้งหมดนี้ไปวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อดูว่าคุณจะเป็น ‘ความเสี่ยงต่อภัยของชาติ’ หรือไม่ หรือหากคุณไม่เป็นภัย แต่เพื่อนหรือคนรอบข้างของคุณอาจจะเป็นภัยก็ได้ ดังนั้นรัฐบาลจีนจะติดตาม สืบเสาะ และล้วงเลาะเข้าไปในข้อมูลส่วนตัวเพื่อหาความเชื่อมโยงดังกล่าวกับ Big Data อีกมหาศาลที่รัฐบาลจีนมีอยู่

และหากคุณไม่ได้เป็นภัยต่อรัฐบาลจีนในวันนี้ ในอนาคตคุณอาจเป็นภัยก็ได้ … ใครจะรู้ แต่ที่แน่ๆ “ข้อมูล” ของคุณ นั้นรัฐบาลจีนรับรู้ไปไม่น้อยแล้ว

CCTV Photo: Unsplash

CCTV Photo: Unsplash

ความปลอดภัยเป็นของทุกคน: อย่าให้เทคโนโลยีมาลดความเป็นมนุษย์

หากพูดถึงเรื่องการสอดส่องข้อมูลโดยรัฐหรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ สองนักคิดที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างเข้มข้นคือ Shoshana Zuboff ผู้เขียนหนังเรื่อง Surveillance Capitalism และอีกหนึ่งคนคือนักวิชาสุดฮอตแห่งยุคสมัย Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind โดยคำแนะนำของ 2 คนนี้ที่มีร่วมกันคือ รัฐ (หรือบริษัทเทคโนโลยี) ไม่ควรเข้ามาถือครองข้อมูลส่วนตัวของปัจเจกชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ‘รัฐ’ ต้องมีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครอง หากข้อมูลส่วนตัวของปัจเจกชนตกอยู่ในอันตราย

ความปลอดภัยเป็นของทุกคน หรือพูดอีกอย่างคือ ทุกคนสมควรได้รับการปกป้องความปลอดภัย และรัฐมีหน้าที่นั้นในการดูแล

โลกที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี แต่ ‘มนุษย์’ ถูกทำลายเสรีภาพ ตัวตน และอารยธรรม คงไม่ใช่โลกในอุดมคติที่เราจะฝันถึง

พอเขียนถึงเรื่องนี้แล้ว ก็ได้แต่หวังว่า…ประเทศไทยจะไม่เดินตามรอยพี่จีนในเรื่องนี้นะครับ

Source – VICETechnology ReviewNewYork MagazineThe GuardianThe Financial Times