Digital Disruption คือคลื่นลูกใหญ่ที่หลายองค์กรต้องรับมือ หากไม่ลงมือทำอะไรเลย แม้แต่องค์กรที่มั่นคงก็มีโอกาสที่จะโดน Disrupt จากคลื่นเทคโนโลยีใหม่ๆที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว และจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต่างจากในอดีตแทบจะสิ้นเชิง 

จากความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่งนี้เอง การผ่าตัดทางธุรกิจโดยการใช้ Digital มาเป็นหัวใจในการดำเนินงานของบริษัทจึงเป็นเรื่องที่ใครๆต่างก็ให้ความสนใจ และการมีกระบวนการคิดหรือ Mindset ที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ทีมงาน The VIABLE จึงได้รวบรวมสรุปสาระสำคัญ อัดแน่นไปด้วยเทคนิคการเปลี่ยนแปลงธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์จากงาน Digital Transformation is NOW จากเหล่าวิทยากรทั้ง 6 ท่านมาไว้ในบทความนี้เป็นที่เรียบร้อย!

โดนงานนี้เราเลือกที่จะส่งต่อความรู้ในการทำ Digital Transformation ตามหลักการจาก Ionology ที่จะมีประโยชน์ต่อองค์กรและบริษัท โดยมีองค์ประกอบด้วยกันอยู่ 5 อย่าง ได้แก่

  • Strategy กลยุทธ์ของธุรกิจ
    กลยุทธ์ของธุรกิจที่จะทำให้องค์กรไปถึงจุดมุ่งหมาย
  • Staff & Customer Engagement การสื่อสารทั้งพนักงานและลูกค้า
    การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิด Engagement จากทั้งพนักงานและลูกค้า
  • Culture of Innovation เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร
    การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรที่จะคอยหล่อเลี้ยงให้พนักงานอยู่กับองค์กรไปนานๆ พร้อมการมีเทคโนโลยีหรือความรู้ส่งเสริมที่จะช่วยทำให้พนักงานเก่งขึ้น
  • Technology เทคโนโลยี
    การมีเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างระบบให้องค์กร รวมทั้งทรัพยากรคน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • Data & Analytics ข้อมูลนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
    การใช้ศาสตร์ของการใช้ข้อมูลจากที่ต่าง ๆ มาร่วมวิเคราะห์รวมกัน เพื่อปรับปรุงธุรกิจ หรือการตลาด แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ถูกด้าน

หลักการจาก Ionology ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้ เหล่าวิทยากรต่างก็ได้ร้อยรวมออกมาไว้ใน Presentation ของตนเอง โดยเราเริ่มต้นที่ ดร.เก็จแก้ว ธเนศวร อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีมีเดีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ขึ้นมาแนะนำศูนย์ Big Data Experience ที่นำ Big Data มาใช้ร่วมกับองค์กรชั้นนำต่างๆ และได้ชี้ให้เห็นว่าศูนย์ได้ทำวิจัยในเรื่องของ Big Data รวมถึงการให้ความรู้แก่นักศึกษา บุคลากรภาครัฐและเอกชนเพื่อสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างธุรกิจ Startup ด้วยการใช้ Big Data ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยดร.เก็จแก้วได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ในการใช้  Big Data Analytics ที่เข้ามาผสานรวมกับองค์กร และธุรกิจที่หลากหลายเพื่อให้ง่ายต่อการทำงาน และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งทางศูนย์ BX ได้มีส่วนช่วยในการนำข้อมูลขององค์กรนั้นๆมาวิเคราะห์ให้ได้ขอบเขตในเชิงลึก เพื่อนำไปพัฒนาระบบการจัดการ นอกจากนี้ยังได้ยก Case Study ที่ได้ร่วมทำกับกระทรวงยุติกรรมโดยการใช้ Big Data Analytics เพื่อวิเคราะห์จำนวนผู้กระทำความผิดซ้ำซาก สามารถสร้างประโยชน์ให้กับกระทรวงและภาคสังคม จะเห็นว่าการนำเทคโนโลยีอย่าง Big Data เข้ามาประยุกต์ใช้ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ หรือองค์กรต่างๆได้มาก 

ต่อด้วยการบรรยายในหัวข้อ Digital Innovation จากทางคุณ ปณต กาญจนศูนย์ หัวหน้าแผนกการตลาดและดิจิทัลโซลูชันจาก กลุ่มบริษัท G-Able กล่าวถึงการวิเคราะห์การบริหารจัดการและวางกลยุทธ์ใน Digital Marketing โดยการนำ Digital Innovation เข้าไปประยุกต์ใช้กับองค์กรในด้านต่างๆ และการนำ Data ไปใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันในองค์กรไม่ว่าจะอยู่ส่วนงานใดก็จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเข้าไปช่วยในการทำงานทั้งสิ้น เรื่องของ Technology ไม่ได้มีความสำคัญแค่ในทีม IT อีกต่อไป แต่มีผลกับทีม Marketing ด้วย สังเกตุได้จากหลายๆ องค์กรในแผนก Marketing หรือ HR ในการสมัครงานนั้นจะมี Required Skill เกี่ยวกับ Technology ด้วย เพราะการทำงานของทีมเหล่านี้เปลี่ยนไป และมีความจำเป็นที่จะต้องนำ Technology มาปรับใช้ในการทำงานมากขึ้น ทั้งนี้การจะเริ่มทำ Digital Transformation ต้องค่อยๆ Transform บริษัท ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 Level ได้แก่

– Level 1 คือการนำ Digital Innovation เข้ามาใช้ในการทำงานเพื่อความสะดวกและความรวดเร็วในการทำงานมากยื่งขึ้น

– Level 2 การนำ Digital Innovation ออกไปใช้ภายนอกองค์กร (Google Ads, Facebook Ads)

– Level 3 การนำ Digital Innovation มาพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มรายได้ภายในองค์กร

– Level 4 การสร้าง Platform Business ของตัวเอง

– Level 5 การ Force Digital Innovation ออกไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ

ทั้งนี้คุณปณตได้เสริมว่าธุรกิจที่เหมาะแก่การใช้ Digital Tech คือธุรกิจที่มี Transaction เป็นจำนวนมากๆ ซึ่งในสถานการณ์นี้ Machine จะสามารถเข้ามาทำงานได้รวดเร็วแม่นยำมากกว่ามนุษย์ และสามารถลดค่ายใช้จ่ายในแง่ของ Cost per Action มากกว่าการใช้มนุษย์ 

ต่อมากับ ผศ. ดร. มานา ปัจฉิมนันท์ รองอธิการบดีฝ่ายสื่อสารการตลาดและวิเทศสัมพันธ์ จากทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้มาแชร์ประสบการณ์การลงทุนด้าน Digital Technology และการ Transform องค์กรผ่าน Digital Campaigns ของทางมหาวิทยาลัยในแต่ละยุคสมัย ทางอาจารย์มานาเล่าว่า ในอดีตต้นทุนในการผลิตสื่อ Marketing มี Cost ในการทำที่สูงมาก Channel มีน้อย ผลตอบรับไม่ได้ออกมาดีตามที่คาดหวัง แต่ปัจจุบันเมื่อพฤติกรรมของคนในสังคมเปลี่ยนไปฝ่ายการตลาดของมหาวิทยาลัยจึงได้ปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ด้วยการใช้สื่อออนไลน์เข้ามาทำการตลาดมากยิ่งขึ้น มี Tools ที่หลากหลาย ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อกับทางมหาวิทยาลัยได้สะดวกขึ้นมาก โดยผ่านการทำ CRM Hubspot, Social Media, หรือการใช้ Influlencer นับเป็นการทำ Inbound Marketing ที่ช่วยดึงกลุ่มนักเรียนเข้ามาใน CRM ได้มากยิ่งขึ้นใน Cost ที่เบาลง

ทั้งนี้จากการ อาจารย์มานาได้ถ่ายทอดประสบการณ์และแชร์ไอเดียจากเคสจริงที่ประสบความสำเร็จโดยการเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า Tools ที่สำคัญคือการ มี Own Media หรือ เว็บไซต์ของทางมหาวิทยาลัยสำหรับการรับสมัครนักศึกษา ควบคู่ไปกับการทำ Marketing Campaign ผ่าน Social Media ในการดึงดูดให้นักเรียนสนใจ บวกกับการใช้ Marketing Technology ผ่าน CRM HubSpot สำหรับเก็บข้อมูล Leads เพื่อให้ทีมรับสมัครสามารถติดต่อกลับนักเรียนได้ทันเวลาและทันใจ พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร โดยการนำ Technology มาเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันภายในมหาวิทยาลัย ทำให้มีการ Consolidate Data ช่วยให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูล และนำไปใช้งานต่อได้ทันที เทคนิคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้ช่องทางดิจิทัลอย่างชาญฉลาดที่จะช่วยทำให้ธุรกิจก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว

เทคนิคเข้มข้นต่อมาเราได้มาจาก Kathryn Phyo ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการทำ Inbound Marketing จากทาง HubSpot ที่มาตอกย้ำว่าธุรกิจยุคใหม่นั้นลูกค้าต้องการอะไรที่ดีกว่าเดิมและสะดวกกว่าเดิม ผู้บริโภคในยุคนี้สามารถเลือกสินค้าได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนขาย ทำให้ลูกค้ามี Power ในการตัดสินใจกว่าเมื่อก่อนมาก การทำ Marketing ในแบบเก่าๆ จึงไม่ Work อีกต่อไป ธุรกิจจึงต้องเริ่มต้นทำ Inbound Marketing (การตลาดแบบดึงดูด) ผ่านการทำ Content ที่ลูกค้าสนใจ โดยเริ่มจากการที่เราต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และให้ความรู้ที่ Inspire ลูกค้า เป็นการทำ Inbound Marketing ที่จะพาลูกค้าเข้ามาหาเราเองและเราจะสามารถเริ่มเก็บ Lead ได้จากจุดนั้น

พร้อมกันนี้ Kathryn ได้มาแนะนำ Flywheel ซึ่งเป็น Concept ที่เข้ามาช่วยการแก้ปัญหา Funnel แบบเดิมๆที่ทำให้ลูกค้าโดน Hold เอาไว้ใน Process โดย Kathryn ได้อธิบายว่า โลกทุกวันนี้ลูกค้าหมุนด้วยพลัง Referrals และ Word-of-Mouth หรือพลังการพูดปากต่อปากและพลังการรีวิวจากคนรอบตัว และพลังเหล่านี้ได้กลายมาเป็นอิทธิพลหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค ซึ่งนั่นทำให้การใช้หลัก Marketing Funnel แบบเดิมๆมีข้อบกพร่อง เพราะ Marketing Funnel ทำให้ธุรกิจติดกรอบในการไล่ขั้นตอนการซื้อขายไปทีละสเต็ปจากการสร้างความรู้จักไปจนถึงขั้นตอนการซื้อขายของผู้บริโภค

ในขณะที่ Flywheel จะเป็นแนวคิดที่ช่วยให้กระบวนการซื้อขายสามารถดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จากการโฟกัสไปที่ Attract, Delight, Engage คือการคอย Attract (ดึงดูด) ทำให้ลูกค้าสนใจและเข้าสู่เว็บไซต์ และ Engage ทำให้ลูกค้าที่เข้าสู่เว็บไซต์ได้รับประโยชน์จนกลายเป็น Lead ของเรา และคอย Delight ทำให้ Lead มีความพึงพอใจต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งความพึงพอใจเหล่านี้จะเป็น Driving-Force = แรงผลักให้ลูกค้าตัดสินใจ ซึ่งเมื่อองค์กรของคุณสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ลูกค้าก็จะตัดสินใจซื้อและยังสามารถนำไปบอกต่อได้อีกด้วย

งานนี้เรายังได้ คุณสุภาพร เพ็ชรประดับ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการทำการตลาดแบบดึงดูดจากทาง HubSpot มาสาธิตโชว์การทำงานของระบบ และอธิบาย Customer Journey ผ่าน 3 Features หลักๆ ได้แก่  Marketing (Inbound marketing and automation), Sales (Managing Sale Pipeline) and Services (for customer services) อีกด้วย

ปิดท้ายด้วย คุณณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ผู้จัดการด้านการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์จาก G-Able ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการนำ Big Data Analytics เข้าไปใช้ในการทำธุรกิจเพื่อสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมีการเปรียบเทียบจากกรณีศึกษาของ Blockbuster และ Netflix ซึ่งแต่ก่อนBlockbuster ถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการเช่าภาพยนตร์แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงผนวกกับไม่มีการปรับตัวให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจึงทำให้  Netflix สามารถก้าวแซง Blockbuster ได้ภายในไม่กี่ปี 

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญในการทำให้ธุรกิจเติบโต คือ การนำ Big Data Analytics เข้าไปใช้กับองค์กรในแง่ของการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ความต้องการ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้น เรียลไทม์ และสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคบนโลกดิจิทัลเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าไม่อัพเดทตามก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ทัน

พร้อมการเน้นย้ำส่งท้ายจากคุุณณัฐนภัส ว่าการทำ Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ Optional หรือเป็นเพียงทางเลือกเสริม แต่เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำ เพียงแต่จะเริ่มทำด้วยอะไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือพฤติกรรมลูกค้าปรับเปลี่ยนตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องมีความเข้าใจใน Data Analytics และต้องทำให้ตัวเองเป็น Automation ทุกองค์กรต้องปรับเหมือนกันหมดผ่านการวางแผนในระยะยาว


งานนี้ Guru ของเราได้มาร่วมแชร์เทคนิคการรับมือกับคลื่น Digital Disruption ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าคง Concept งาน Digital Transformation is NOW ที่ต้องการเน้นย้ำว่าการพลิกโฉมธุรกิจด้วยแนวคิดดิจิทัลนั้นนับเป็นเรื่องที่องค์กรต้องลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะเมื่อ Smart Phone และ Social Media ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน ธุรกิจแบบเดิมๆที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันก็ต้องล้มหายตายจากไปอย่างแน่นอน หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญกับคู่แข่งที่ใช้ประโยชน์จาก Digital Technology ในการแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคุณได้อย่างสมบูรณ์ ธุรกิจของคุณเองก็ไม่ควรมองข้าม Digital Transformation เช่นกัน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากปรับธุรกิจให้ทันยุคดิจิทัล เข้าใจ Digital Transformation แบบถึงแก่น เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและคิดกลยุทธ์ให้ประสบความสำเร็จ คอยติดตามข่าวสารงานดีๆที่ทางทีมงาน The VIABLE จะจัดขึ้นในโอกาสหน้าไว้ได้เลย เราสัญญาว่าจะรวบรวมเทรนด์ดิจิทัลมาให้คุณเต็มอิ่มอย่างแน่นอน!