ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังถูกพูดถึงและหยิบยกมาเป็นนโยบายขององค์กรใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเรื่องภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานอุตสาหกรรม หรือใกล้ตัวเข้ามาหน่อยก็เป็นเรื่องของการปล่อยไอเสียรถยนต์ ที่ล้วนแล้วส่งผลต่ออุณหภุมิของโลกในท้ายที่สุด

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในลักษณะดังกล่าวมักไม่ค่อยถูกนำมาเชื่อมโยงกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่าไหร่นัก หรือต่อให้เชื่อมโยงก็อาจจะนึกถึงความเกี่ยวข้องไม่ออก ทว่านักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมออกมาชี้ว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ภาพโดย SD-Picture จาก Pixabay

หากนับเป็นประเทศ อินเทอร์เน็ตนับเป็นอันดับ 7 ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ตามหลังสหรัฐอเมริกา, จีน, อินเดีย, รัสเซีย, ญี่ปุ่นและเยอรมนี¹

สาเหตุก็เพราะโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่วิ่งอยู่ทั่วโลก ล้วนแล้วต้องใช้พลังงานไฟฟ้าที่หลายส่วนก็มาจากพลังงานถ่านหินหรือแหล่งอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมามีแต่รายงานที่ระบุถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการขุดเหมืองเงินคริปโตและดาต้าเซ็นเตอร์ (ไม่รวมขยะอิเล็คทรอนิคส์ต่างๆ) เป็นหลัก จากสาเหตุทั้งกระแสไฟฟ้าที่ต้องจ่ายตลอดเวลาเพื่อให้ระบบทำงาน ไปจนถึงระบบระบายความร้อน ซึ่งล้วนใช้พลังงานมหาศาล

ทว่าระยะหลังเพิ่งมีรายงานที่ชี้ว่า แม้แต่การใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ที่บ้านอย่างการเสิร์ชผ่าน Google หรือเปิดวิดิโอ YouTube ดูก็มีส่วนในการปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศเหมือนกัน ถึงแม้หากพิจารณาเป็นคนๆ อาจจะน้อยจนแทบ ‘ช่างมันเถอะ’ และไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรเลยก็ได้ แต่อย่าลืมว่าคนใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกปัจจุบันมีถึงกว่า 2.5 พันล้านคน เมื่อรวมกันแล้วปริมาณจึงมหาศาลกว่าที่เราคิด

ภาพโดย fancycrave1 จาก Pixabay

Joana Moll นักวิจัยอิสระและศิลปินที่สืบสวนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอินเทอร์เน็ต โดยพุ่งเป้าการสืบสวนไปที่ระบบการค้นหาของ Google เพราะเป็นเว็บที่ถูกเข้าถึงมากที่สุด ได้เปิดเว็บไซต์ Data Visualization ที่เรียกว่า CO2GLE ที่แสดงผลว่าหน้าเว็บ Google.com มีส่วนในการปล่อย CO2 ออกมาเป็นปริมาณเท่าไหร่แล้ว นับจากระยะเวลาที่เราอยู่ในหน้าเว็บนี้ และ Deforest ที่แสดงภาพว่าในแต่ละวินาที ต้องใช้ต้นไม้กี่ต้นเพื่อดูดซับปริมาณ CO2 จากการเปิด Google.com 1 วินาที

จุดประสงค์ของทั้งสองเว็บก็เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ต่อสาธารณะ ว่าอินเทอร์เน็ตก็มีส่วนในภาวะโลกร้อนอยู่ไม่น้อย

ภาพจาก Deforest

“แทบไม่มีใครหวนคิดเลยว่า อินเทอร์เน็ตมันเกิดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนและโยงใยกันมหาศาล ซึ่งล้วนบริโภคทรัพยากรธรรมชาติทั้งส้ิน”

Moll เกริ่นในอารัมภบทของโปรเจ็คนี้

นอกจากกรณีของ Google.com แล้ว มหาวิทยาลัย Bristol ยังเปิดเผยงานวิจัยคล้ายๆ กัน แต่เป็นกรณีของเว็บที่มีทราฟิคอันดับ 2 อย่าง YouTube ที่ชี้ว่าจากข้อมูลการดู YouTube ทั้งหมดในปี 2016 มีส่วนให้เกิดการปล่อย CO2 ออกมาราว 11.13 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปริมาณที่เมืองใหญ่ๆ อย่างแฟรงก์เฟิร์ตและกลาสโกว์ปล่อยมาในแต่ละปี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักของงานวิจัยฉบับนี้ ไม่ได้ต้องการบอกว่า YouTube มีส่วนกับการปล่อยก๊าซ CO2 มากน้อยแค่ไหน แต่ต้องการเสนอว่าการออกแบบฟีเจอร์ก็มีส่วนที่ทำให้ YouTube ปล่อย CO2 มากขึ้น อย่างการที่ YouTube ยังคงเล่นเพลงหรือวิดิโอต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในแท็บอื่นที่ไม่ใช่แท็บที่ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตไม่ได้กำลังดูอยู่

ภาพโดย Karl Gerbar จาก Pexel

Mozilla Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและพัฒนาเบราว์เซอร์โอเพนซอร์สอย่าง Firefox ได้ออกรายงาน Internet Health Report ที่ว่าด้วยภาพรวมของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตประจำปี 2018 และมีการพูดถึงการดีไซน์เว็บไซต์ที่ส่งผลต่อการใช้งานไฟฟ้า (และส่งผลต่อการปล่อยก๊าซ CO2 อีกทอด) ก่อนจะแนะนำแนวทางการออกแบบเว็บที่เรียกว่า Sustainable Web Design ที่จะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซ CO2 ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ยังคงเกิดประโยชน์กับผู้ใช้งานสูงสุด

ตัวอย่างแนวทางของ Sustainable Web Design ก็เช่น ทำให้เนื้อหาค้นหาง่าย, ทำให้รูปภาพหรือวิดิโอใช้เวลาโหลดน้อยที่สุด, ใช้แนวทางแบบ Responsive, Mobile-First ,ใช้งาน HTML5 แทน Flash ไปจนถึงโฮสต์กับผู้ให้บริการที่ใช้พลังงานทดแทน 100%

ภาพพัดลมระบายอากาศในศูนย์ข้อมูลของ Facebook ที่เมือง Luleå ประเทศสวีเดน ซึ่งดึงเอาอากาศอุณหภูมิ -30 องศาจากภายนอก เข้ามาช่วยลดความร้อนภายในศูนย์ข้อมูล – จาก Mark Zuckerberg

อันที่จริงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ อย่าง Apple, Google หรือ Facebook ก็ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการปล่อยก๊าซ CO2 ของตัวเองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับศูนย์ข้อมูลที่แทบจะใช้พลังงานทดแทนเกือบ 100% ทั้งหมดแล้ว แต่อย่างที่เกริ่นไปว่าโครงสร้างอินเทอร์เน็ตนั้นกว้างใหญ่และมีผู้ใช้งานมหาศาล หากองค์กรที่อาจมีส่วนทำให้เกิดการใช้ปล่อย CO2 ช่วยลดหาทางลดการใช้พลังงานไฟฟ้าบนอินเทอร์เน็ตลง แม้องค์กรละเล็กน้อย เมื่อรวมกันออกมาก็อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน

อ้างอิง – Quartz, FastCompanyGreenpeace, Internet Health Report, FastCompany

¹ อ้างอิงจากงานวิจัยและปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ของแต่ละประเทศในปี 2013 ที่ชี้ว่าอินเทอร์เน็ตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเฉลี่ยปีละ 830 ล้านตัน