มีเกิด มีดับ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกสิ่ง แน่นอนว่า ‘คอมพิวเตอร์’ เอง ก็เป็นอะไรที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่เพียงความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ การควบรวมกิจการต่างๆ

บทความนี้เราได้รับเกียรติจากผู้ที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีไทยมาอย่างยาวนาน คุณตู๋ – ไตรรัตน์ ใจสำราญ มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประสบการณ์การทำงานในวงการที่เริ่มต้นเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว กับ บริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด (CDT) 

…เรามานั่ง Time Machine ย้อนดูภาพและเรื่องราวต่างๆ ไปพร้อมกันเถอะ

40 ปีก่อน – วงการไอทีเริ่มต้นที่ยุค Mainframe

ภาพจากโฆษณา Mainframe ของ Control Data | รูปภาพจาก lileks.com

คุณตู๋ทำงานที่บริษัท Control Data (Thailand) เดิมเป็นสาขาของ Control Data Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ ‘CDC’ ในยุคของเครื่องระดับ Mainframe เดิมทีเข้ามาในช่วงสงครามเวียดนาม แต่พอพ้นช่วงสงครามก็ขายกิจการ Control Data (Thailand) ให้คนไทย

ราวๆ ปี 2519 Mainframe ของ CDC มีใช้ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยรามคำแหง สนามม้านางเลิ้ง เป็นต้น ซึ่งที่สนามม้าก็ใช้ในการคำนวณการจ่ายเงินนั่นเอง และเครื่อง CDC มักจะถูกเรียกว่าเป็นเครื่องในเชิง Scientific ส่วน IBM ซึ่งครองตลาด Mainframe อยู่นั้น ส่วนใหญ่ใช้ในทางธุรกิจ

เมื่อ 2521 เริ่มมีการนำ Minicomputer ของ CDC  เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย มีการติดตั้งในสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่) บริษัทเอกชน เช่น พาราวินเซอร์, แองโกลไทยมอเตอร์ส รวมไปถึงบริษัทด้านการเงิน เช่น บางกอกอินเวสเมนต์ โดยลักษณะของ Minicomputer คือ จะมีขนาดที่เล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า Mainframe แต่ราคาก็ยังอยู่ในระดับหลายล้านบาท

Mainframe ถูกแทนที่ด้วย Superminicomputer และ Workstation

prime computer kean university

A Prime 9950 computer system with CRT console in Kean University computer room | รูปภาพจาก Wikipedia.org

คุณตู๋เล่าต่อว่า หลังจากนั้นไม่นานก็มีคอมพิวเตอร์ประเภทใหม่ที่ชื่อว่า Superminicomputer เป็นขนาดที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Mainframe และ Minicomputer ซึ่งเกิดจากความต้องการคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า Minicomputer แต่มีราคาที่ถูกกว่า Mainframe ซึ่งทางบริษัทให้ บริษัท ดิจิทัล อินฟอร์เมชัน แอสโซซิเอทส์ จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น CDG Systems) เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่อง Supermini ของ Prime Computer Inc. ภายใต้แบรนด์ Prime ซึ่งเป็นที่นิยมรองลงมาจากแบรนด์ DEC ของ Digital Equipment Corp. และถือว่ามีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด

ภายหลัง Digital Equipment ถูก Compaq ซื้อกิจการไปในปี 2541 ซึ่งในเวลานั้นเป็นการควบรวมกิจการที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเลยทีเดียว ด้วยมูลค่าถึง 9,600 ล้านเหรียญ (1) ส่วน Prime Computer Inc. ถูกซื้อกิจการไปหลายรอบและหายไปในที่สุด เช่นเดียวกับ Control Data Corp. เหล่านี้คือบริษัทที่เป็นตำนาน Mainframe ทั้งหมดที่ไม่ใช่ IBM

หลังจากนั้น ช่วงปี 2530 Workstation ก็เป็นเทรนด์ที่กำลังเข้ามา จุดเด่นของ Workstation คือความสามารถในด้าน Graphic ทำให้เหมาะสำหรับงานออกแบบทางวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และ GIS (Geographic Information System) ซึ่งเน้นแสดงภาพแผนที่ แตกต่างจากจอสมัยนั้นที่ใช้กับงานทั่วไปซึ่งเป็นแบบ Dumb Terminal หรือที่เรียกกันว่า “จอเขียว” ซึ่งจะแสดงได้เพียง 80 คอลัมน์ 24 บรรทัด ในขณะนั้น Workstation ที่มีชื่อเสียงนอกจาก Prime Workstation ก็จะมียี่ห้อของ Sun Microsystems ขายอยู่ที่เครื่องละ 1 ล้านบาท ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผลแบบโทรศัพท์ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว

Unix Workstation และการนำคอมพิวเตอร์บุกวงการการศึกษา

เราเริ่มทำตลาดเครื่อง Sun workstation ในปี 2530 โดยขายให้กรมที่ดิน และโครงการทำโฉนดที่ดินทั่วประเทศขายให้บริษัทสถาปนิกหลายแห่งใช้ออกแบบอาคารและบ้าน ปี 2532 เราจึงเปิดบริษัท ลอจิก จำกัด (Logic Company Limited) เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Sun Microsystems Inc. และพยายามขยายตลาดให้กว้างขึ้น

เครื่อง Sun Workstation และ Server รันด้วยระบบปฏิบัติการ Unix ซึ่งในปี 2533 ระบบ Unix ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย และมีคนใช้น้อยมาก ทางลอจิกจึงบุกตลาดสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและของเอกชน เพื่อสร้างคนให้ใช้ Unix เป็น

คุณไตรรัตน์เปรียบเทียบว่า
“เหมือนใช้ Android ไม่เป็นจะใช้เครื่อง Samsung เป็นได้อย่างไร”
คนสมัยนั้นที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นจะมีเพียงอาจารย์มหาวิทยาลัย
ที่เรียนจบจากต่างประเทศเท่านั้น เราจึงขายคอมพิวเตอร์ราคาถูกๆ ให้อาจารย์
เครื่องเหล่านี้จึงได้ใช้ในการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ต่างๆ ให้นิสิตนักศึกษา
ให้ท่านช่วยผลิตคนที่ใช้ Unix เป็นเพิ่มขึ้นมา

ปี 2534 ลอจิกแยกธุรกิจ GIS ไปตั้งเป็นบริษัทใหม่ ESRI (Thailand) ซึ่งลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นภาครัฐ ภารกิจใหม่ของลอจิก คือ ขยายตลาดไปสู่ภาคเอกชนระดับ Enterprise และธุรกิจการเงินการธนาคาร ซึ่งมีกำลังซื้อเป็นอันดับ 2 รองจากราชการ โดยคู่แข่งของ Sun Workstation ก็จะมี Apollo และ Silicon Graphics ซึ่ง Silicon Graphics จะดังในกลุ่มทำอนิเมชัน เรนเดอริง และการทำการ์ตูน จึงทำให้ตลาดค่อนข้างแคบเพราะมีเพียง Apollo ที่เป็นคู่แข่งในตลาดเดียวของ Sun ในประเทศไทย

เข้าสู่ยุค Network

เครื่องของ Sun ก็จะมาพร้อมกับระบบ Ethernet LAN ซึ่งเป็นระบบเปิด (Open System) เพื่อเชื่อมกับ Serverในลักษณะ Client-Server ต่างจาก Minicomputer ที่ต่อตรง (Centralized) หมายถึง จอทุกจอจะต่อตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หนึ่งจอหนึ่งสาย หรือระบบ IBM ที่ใช้วงแหวน Token Ring Network ซึ่งผู้นำทางด้าน Network ระบบเปิดที่มาแรงขณะนั้น คือ Cisco เราจึงเปิดบริษัท เดอะคอมมูนิเคชัน โซลูชัน จำกัด (TCS) ขึ้นมาในปี 2534 เป็นตัวแทน Cisco ทำตลาด Network เป็นหลัก

และอีกครั้งหนึ่งที่เราเจาะตลาดโดยผ่านสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ใช้ Network ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อทุกห้องทุกตึกในเขตมหาวิทยาลัย เป็น Campus Network และองค์กรขนาดใหญ่ที่ทำ Enterprise Network ซึ่งสมัยนี้ Network กลายเป็นระบบเปิดทั้งหมด แทนระบบ IBM Token Ring เดิม ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ธุรกิจโทรคมนาคม สถาบันการเงิน ค้าปลีก โรงพยาบาล โรงแรม ฯลฯ

Campus Network คืออะไร
Campus Network คือ Network ขนาดใหญ่ที่เชื่อมเข้าด้วยกัน เช่น ถ้าในมุมของสถานศึกษา Campus Network ก็จะเป็นการเชื่อมคณะต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นวิทยาเขตหนึ่ง นอกเหนือจากหน่วยงานราชการก็จะมีแค่เพียงธนาคารเท่านั้นที่จะมีจำนวนสาขามากพอจะเป็น Campus Network

จากยุคขายฮาร์ดแวร์ มาสู่การผลิตซอฟต์แวร์

สิ่งที่ทำให้เกิดมูลค่าไม่ใช่ฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นซอฟต์แวร์ด้วย เดิมทีบริษัทที่ขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จะขายซอฟต์แวร์ของต่างประเทศร่วมด้วย

ในปี 2536 บริษัท ลอจิกเริ่มต้นเขียนโปรแกรมเองแล้ว ซึ่งในตอนนั้นเป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ปัญหาคือ ต้องใช้เวลานานกว่าที่จะปิดโครงการหนึ่ง ในปี 2539 จึงเปลี่ยนมาเป็นทำแพ็กเกจโปรแกรม โดยเริ่มต้นในสายการเงิน ทำโปรแกรมเพื่อเจาะตลาดสถาบันการเงิน เรื่องการกู้ การเช่าซื้อ ลอจิกเรียกระบบนี้ว่า Modern Finance System ซึ่งต่อมา และในช่วงเดียวกันก็ทำซอฟต์แวร์ด้านประกันภัยด้วย

อุตสาหกรรมการเงิน
เป็นอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีมานานแล้ว

ในด้านฮาร์ดแวร์ ก็เข้ามาสู่ยุคของ PC (Personal Computer) หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เราคงคุ้นตากัน หลังจากที่ PC ของ Compaq ทำตลาดเมืองไทยมาหลายปี คุณตู๋เล่าว่า CDG จึงก่อตั้งบริษัท CDG Microsystems ขึ้นในปี 2537 มาเป็นตัวแทนจำหน่าย Desktop และ Server ของ Compaq

อินเทอร์เน็ตและการเติบโตแบบ S-Curve ของวงการเทคโนโลยี

มีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อปี 2538 รัฐบาลไทยเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ โดยก่อนหน้านั้นอนุญาตให้แค่สถาบันการศึกษาใช้เท่านั้น อินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็น S-Curve ตัวใหม่ของวงการ ซึ่งแม้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 แต่การเติบโตของอินเทอร์เน็ตแทบจะไม่กระทบเลย เนื่องจากลอจิกมีความรู้และประสบการณ์จากฐานลูกค้าสถาบันการศึกษา ทั้ง Unix server platform, ระบบเครือข่าย, การตั้ง Email Server, ระบบความปลอดภัย ฯลฯ ทำให้พร้อมบุกสู่ตลาดอินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ได้ทันที

S-Curve หมายถึง อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต

ถัดมาในปี 2543 ก็เข้ายุค dotcom “เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตบูมสุดๆ อย่างธุรกิจของเรารายได้เข้าหลักพันล้านในปีนี้เอง” ภาคธุรกิจที่เติบโตมากในช่วงนั้นก็คือ สื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication) ทั้งการขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นมี Operator ในตลาดคือ AIS, DTAC, Orange และ Hutch ทุกรายต้องการระบบเก็บเงิน (Billing) และ CRM (Customer Relationship Management) ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ใหญ่มาก เพื่อดูแลลูกค้าจำนวนมหาศาล

ยุคนี้ไม่ได้มองผลลัพธ์เป็นของชิ้นๆ
แบบคอมหนึ่งเครื่อง ซอฟต์แวร์หนึ่งตัว
แต่มองเป็น Solutions ใหญ่
ที่นำมาสู่ประโยชน์ที่ผู้ใช้ต้องการ

คุณไตรรัตน์บอกว่า “เดี๋ยวนี้ Buzzword ที่มักได้ยินจะเป็นคำว่า ‘Cloud’ เขาก็จะถามว่าจะเข้า Cloud ได้อย่างไร เราก็ต้องเสนอ Solution ตรงนี้ให้ ทีนี้โจทย์แต่ละ Segment มีธรรมชาติไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกัน เราต้องไปดูว่าใน Ecosystem ของทั้งระบบมีอะไรบ้าง เช่น บริษัทรถยนต์ เขามีใครเป็นซัพพลายเออร์บ้าง เขาจะสามารถลดต้นทุนตรงไหนได้บ้าง เราก็ต้องไปหาให้เขาว่าปัญหาของเขาคืออะไร ต้องหา Pain point ของเขา ซึ่งลูกค้าจะไม่สามารถหาได้ถ้าไม่ใช้ Analytics”

วันนี้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์พัฒนาอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมาก ธุรกิจต่างๆ จึงไม่สามารถพัฒนาบุคลากรเพื่อทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ทัน จากวันก่อนที่ออกแบบเองได้ แยกซื้อซอฟต์แวร์เองได้ ติดต่อซัพพลายเออร์ก็ลงรายละเอียดชัดเจน เช่น ระบุขนาดเซิฟเวอร์ เมมโมรี สตอเรจ มารันซอฟต์แวร์ได้ครบ แต่โจทย์ของธุรกิจต่างๆ ในสมัยนี้จะเล่าปัญหาและบอกผลลัพธ์ที่ต้องการ  แล้วให้ซัพพลายเออร์เสนอมาว่า สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ไม่ว่าด้วยซอฟต์แวร์ที่ใช้กับอุปกรณ์ใดก็ตาม ประกอบกันมาให้เสร็จ ใช้งานได้เบ็ดเสร็จโดยเร็ว ดูแลเองไม่เป็นก็จ้างบริษัทดูแลได้ด้วย

สรุป

ไม่ว่าจะทำธุรกิจในฝั่งไหนของเทคโนโลยี ทั้งฝั่งที่พัฒนาเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งฝั่งที่ขายผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้ทุกคนต้องคอยติดตามเทรนด์ของตลาดอยู่อย่างสม่ำเสมอและต้องปรับตัวเท่านั้น ถึงจะสามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้ ต้องขอขอบคุณคุณไตรรัตน์ที่ให้เกียรติมาแบ่งปันประสบการณ์แก่พวกเรา

Key Person : คุณไตรรัตน์ ใจสำราญ

อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท จีเอเบิล จำกัด ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร 

คุณไตรรัตน์ เป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายการบริหารงาน และแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทจีเอเบิล และผลักดันความสำเร็จของบริษัท ลอจิก จำกัด ทำให้บริษัทลอจิกได้รับการยอมรับและกลายเป็นบริษัทชั้นนำของไทยในด้านการให้คำปรึกษาการออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และระบบ E-Business อย่างครบวงจร

\ ENDNOTES \

(1) Compaq to buy Digital for $9.6 billion View article
(2) Transmeta screws up on Y2K View article