‘Bitcoin’ กลายประเด็นร้อนแรงแห่งปีที่ทำให้หลายคนติดตามกระแสฟินเทคกับเงินดิจิทัลมากขึ้น ล่าสุด 1 Bitcoin (BTC) ก็มีมูลค่าพุ่งสูงถึง 19,392 ดอลลาร์! (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2017) (1)

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วราวรถไฟเหาะสุดเหวี่ยง ทำให้เกิดกระแสทั้งแง่บวก แง่ลบ ยิ่งเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ทำให้หลายๆ คนรู้สึกสับสนกังวล มีคำเตือนออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตฟองสบู่กับ Bitcoin วัฒนธรรมการขุด Bitcoin กับการใช้พลังงานไฟฟ้าและการ์ดจอ ทำให้หลายๆ คนไม่สบายใจ

ทีม The VIABLE จึงตัดสินใจว่าเราควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับความเข้าใจเพิ่มเติม

ถาม-ตอบ 9 ประเด็นร้อนเรื่อง Bitcoin

เพื่อตอบข้อสงสัยซึ่งจะช่วยให้ทุกคนเข้าใจเรื่อง Bitcoin มากขึ้น The VIABLE ได้พูดคุยกับผู้บริหารจาก ZMINE Co., Ltd. (www.zmine.comบริษัทด้านการลงทุนในการทำ Bitcoin Mining ของคนไทย นำโดย คุณแบมบู – กษมพัทธ์ วิธานวัฒนา, คุณปุ๊ – จิรศักดิ์ เปรมพจน์วัฒนา, คุณโดม – พิพัฒน์ รุ่งเรือง, คุณกอล์ฟ – วันสฤษดิ์ เขียววิมล และ คุณแมน – วิทวัส บุญญภิญโญ ซึ่งทั้งคนเหล่านี้ติดตามความเคลื่อนไหวสารพัดสกุลเงินดิจิทัลแบบอินไซด์มานาน 3-7 ปี และมารวมตัวกันทำ ซีมายน์ ตั้งแต่ปี 2015 

ZMINE, Cryptocurrency, Bitcoin

ทีม ZMINE Project (จากซ้าย) คุณกอล์ฟ – วันสฤษดิ์ เขียววิมล, คุณแมน – วิทวัส บุญญภิญโญ, คุณปุ๊ – จิรศักดิ์ เปรมพจน์วัฒนา และคุณโดม – พิพัฒน์ รุ่งเรือง

1. Bitcoin คืออะไร มีรูปแบบการทำงานอย่างไร

ZMINE : Bitcoin คือสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2009 โดยเป็นระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในเน็ตเวิร์คซึ่งไม่สามารถจับต้องได้ แต่ใช้ซื้อสินค้าทั่วโลกได้ผ่าน Computing Device อย่างคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต ทั้งยังสามารถโอนเงินข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมการโอนก็ต่ำกว่าธนาคารทั่วไป และข้อมูลการโอนเงินนั้นยังกระจายไปทั่วโลก (Decentralization) จึงตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินได้ คนทั่วโลกจึงสนใจเงินดิจิทัลและซื้อขายเงินดิจิทัลกันมหาศาล

เบื้องหลังการทำงานของสกุล Bitcoin รวมถึงทุกสกุลเงินดิจิทัลนั้นมีเทคโนโลยี Blockchain ควบคุมอยู่ หลักการทำงานก็คือ Blockchain จะเป็นกล่องที่รวบรวมข้อมูลการทำธุรกรรมไว้ เรียกว่า Block เมื่อมีการทำธุรกรรมครบจำนวนครั้งที่กำหนดและได้รับคำยืนยันว่าข้อมูลถูกต้องทั้งกล่อง Block ก็จะถูกปิดและไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก ต่อมาเมื่อมีธุรกรรมครั้งใหม่ก็จะเกิดกล่องใหม่ซึ่งเชื่อมต่อกับกล่องเดิม ทันทีที่ข้อมูลเต็มและยืนยันแล้วว่าถูกต้อง กล่องก็จะถูกปิดอีกครั้ง เกิดกล่องใหม่เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ เหมือนโซ่ จึงเป็นที่มาของชื่อ Blockchain

คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั่วโลกที่รันระบบ Bitcoin เรียกว่า Bitcoin Node จะ copy สำเนาการทำธุรกรรมในระบบเก็บไว้ ฉะนั้น ถ้ามีใครสักคนพยายามแก้ไขข้อมูลใน Blockchain ก็จะต้องตามไปแก้ข้อมูลในทุกๆ Block ที่เชื่อมต่อกัน และยังต้องตามไปแก้ไขข้อมูลใน Bitcoin Node ทุกเครื่องพร้อมๆ กันด้วย แต่เนื่องจากระบบ Computing จะรับรู้อย่างรวดเร็วและปฏิเสธการแก้ไขนั้นทันที การเข้าไปแก้ไขข้อมูลจึงทำได้ยาก

\ DID YOU KNOW \

  • Bitcoin มีมูลค่าในตลาดมากที่สุดถึง 3.1 แสนล้านดอลลาร์ จากมูลค่าเงินดิจิทัลทั้งตลาด (Cryptocurrency Market Capitalizations) 5.7 แสนล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2017) (2)
  • มีการติดตั้ง Bitcoin ATMs มากกว่า 60 ประเทศทั่วโลกแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรีย  สเปน ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน เวียดนาม (3)

2. นอกจาก Bitcoin ยังมีสกุลเงินใดที่โดดเด่นในตลาดบ้าง

ZMINE : Bitcoin (BTC) เป็นเงินสกุลแรกในโลก Cryptocurrency ที่มีมูลค่ามากที่สุดในตอนนี้ รองลงมาก็ยังมีที่น่าสนใจอีกหลายตัว เช่น Etherium (ETH) ตามมาด้วย Bitcoin Cash (BCH), Ripple (XRP), Litecoin (LTC), IOTA (MIOTA) ซึ่งสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ได้รับการยอมรับและใช้จ่ายกันมากขึ้น คล้ายกับการที่มีการใช้จ่ายสกุลเงินปกติ เช่น เงินดอลลาร์ (USD), เงินยูโร (EUR), เงินหยวน (CNY), เงินบาท (THB)

3. ทำไมใช้พลังงานไฟฟ้าขุดแล้วได้เหรียญเป็นสิ่งตอบแทน?

ZMINE : ความจริงไม่ใช่การขุดเหรียญ แต่เป็น ‘การถอดรหัสอัลกอลิธึมเพื่อให้ Blockchain สมบูรณ์’ ซึ่งการจะมาเป็น Miner หรือพยานได้ก็ต้อง Computing ร่วมกับคนอื่นๆ ยกตัวอย่างที่ได้ยินในช่วงนี้ ก็คือ Solo Mining คนขุดเหรียญที่บ้าน โดยลงทุนซื้อการ์ดจอมาหลายๆ อัน ตั้งค่าการทำงานเพื่อถอดรหัสอัลกอริทึมโดยกินพลังงานไฟฟ้าไปเรื่อยๆ เมื่อถอดรหัสได้ก็เท่ากับเป็นพยานสำเร็จครั้งหนึ่ง เจ้าของธุรกิจที่ใช้ Blockchain ก็จะตอบแทน Miner ที่เข้ามาเป็นพยานด้วยการให้เหรียญดิจิทัล ซึ่งนี่ไม่ใช่การขุดอากาศแล้วได้เหรียญออกมา แต่เป็นการให้ ค่าตอบแทน (Block Reward) และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Transaction Fees) แก่ Miner นั่นเอง แล้ว Miner ก็จะเก็บเงินไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Cryptocurrency Wallet) ซึ่งตอนนี้ Miner ส่วนใหญ่เปิด Address หรือบัญชีผู้ใช้บนเว็บไซต์ตัวกลางที่เรียกว่า Exchanges

\ ZMINE SAYS \

Bitcoin กินพลังงานไฟฟ้า กินทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง?

หลายๆ คนมีคำถามเรื่องนี้ แต่ถ้ามองจริงๆ แล้ว การใช้เงินสดเองก็ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองเช่นกัน เช่น ค่าขนย้ายเงินสด ที่ต้องใช้รถที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา หรือการผลิตเงินสด ที่มีวัตถุดิบและต้นทุนในการผลิต

ดังนั้นหากมองจริงๆ แล้ว ‘เงิน’ ล้วนแต่มีต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หรือเงินดิจิทัล

4. Bitcoin จะเป็นฟองสบู่อย่างที่หลายคนกลัวไหม?

ZMINE : ต้องอธิบายก่อนว่า สกุลเงินดิจิทัลที่มีการซื้อขายในระบบเงินดิจิทัลก็มีราคาขึ้นลงเหมือนหุ้น จากจุดเริ่มต้น 1 BTC มีมูลค่า 0.06 ดอลลาร์ ตอนนี้ BTC เหรียญเดียวมีมูลค่าสูงกว่า 19,000 ดอลลาร์แล้ว และแน่นอนว่าใครก็ควบคุมราคา Bitcoin ไม่ได้

ล่าสุดมีเหรียญ BTC ในระบบมากกว่า 16 ล้านเหรียญจากที่ถูกกำหนดให้มีในระบบได้ 21 ล้านเหรียญ คนที่ไม่เข้าใจเรื่อง Bitcoin จริงๆ จะคิดว่า Bitcoin ใกล้จะเกิดฟองสบู่แล้ว นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะต่อจากนี้ Bitcoin จะโตช้ามาก เนื่องจากมีพวกกองทุนเข้าไปถือเยอะมาก ทำให้มี Volume ค่อนข้างสูงในตลาด และการขุดหา BTC ก็จะยากขึ้น ใช้เวลามากขึ้นเพราะคนเป็นล้านขุดหาไปเยอะแล้ว ดังนั้น Bitcoin ที่มี Volume สูงสุด ณ ตอนนี้อาจต้องใช้เวลาถึง 100 ปี กว่าจะถึง 21 ล้านหน่วย และแม้ว่าจำนวนเหรียญจะชนเพดาน แต่ก็ยังหมุนเวียนซื้อขายในระบบต่อได้ ดังนั้น BTC ก็จะไม่เกิดฟองสบู่อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ และคนขุดหรือพยานที่เรียกว่า Miners ก็จะอยู่ได้ตลอด เพราะยังไงก็มีการโอนเงิน มีเงินหมุนเวียน Miners ก็จะได้ค่าเหนื่อยเป็น Transfer Fees หรือค่าธรรมเนียมต่อไป

5. ยังมีคนอีกมากที่ยังไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อถือเงินดิจิทัล แล้วมีใครหรือองค์กรไหนไหมที่เชื่อถือ Bitcoin อย่างจริงจัง?

ZMINE : กองทุนในสหรัฐอเมริกาบางแห่งเชื่อนะ เป็น Bitcoin Investment Fund อย่าง

  • ETF (Exchange Traded Fund) เป็นกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียน ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มีนโยบายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีหรือราคาของสินทรัพย์ที่กองทุนใช้อ้างอิง
  • ARKW กองทุนที่เน้นลงทุนด้านเทคโนโลยีซึ่งมีบริษัทเทคมากมายถือหุ้นอยู่ เช่น Amazon, Netflix, Tesla, Facebook

นอกจากนี้ก็มีเว็บไซต์ที่เปิดซื้อสินค้าและบริการเป็น BTC ได้แล้ว เช่น Overstock, Expedia, Dish (4)

bitcoin, cryptocurrency

รูปภาพจาก Pixabay

6. แล้วข่าวที่ Bloomberg (5) เผยแพร่ออกมาว่า ‘40% ของ Bitcoin ถูกครอบครองโดยคนแค่ 1,000 คน’ จริงไหม?

ZMINE : ไม่เป็นความจริง 1,000 Users ในข่าวคือ 1,000 Exchanges หรือ 1,000 เว็บไซต์ที่เปิดให้คนทั่วโลกเข้าไปเปิดบัญชีเพื่อเก็บเงินดิจิทัล ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ก็เป็นแหล่งรวม Miners ที่อยู่รอบโลก โดย Miners ใน Exchange เดียวกันก็จะถูกนับรวมเป็นหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่สามารถจะระบุจำนวนผู้ครอบครอง Bitcoin ที่แน่ชัดได้

7. Mining เป็นเพียงธุรกิจโหนกระแส?

ZMINE : ขึ้นอยู่กับรูปแบบและเงื่อนไข เช่น Cloud Mining อาจมีความเสี่ยง เพราะเป็นเหมือนการระดมทุนขุดเหรียญในอากาศ คนสร้างเหรียญหรือเจ้าของกิจการอาจจะขายเหรียญแล้วรวบเงินไปทั้งหมดเลยก็ได้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจ Mining แบบ ZMINE ที่ไม่ใช่ Cloud คือเราเป็น Host ให้ คุณไม่ต้องโอนเงินมา แต่เอากราฟิกการ์ดมาให้เราเช่าเพื่อใช้ในการขุดหาเหรียญหรือถอดรหัส ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียได้ และถ้ามูลค่าเงินดิจิทัลลดลง ผู้ลงทุนอาจถือไว้ก่อนเพื่อรอมูลค่าขึ้นเพื่อขายให้ได้กำไร ซึ่งสินทรัพย์ที่เป็นกราฟิกการ์ดก็ไม่ได้หายไปไหน ยังสามารถขายต่อได้ ดังนั้น ก่อนซื้อขายหรือใช้จ่ายเงินดิจิทัล ควรทำความเข้าใจเรื่องสกุลเงินดิจิทัล, Wallet, Exchanges ความผันผวน ความเสี่ยง และศึกษาตลาดรวมอย่างถี่ถ้วน เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

\ DID YOU KNOW \

Ethereum (ETH) เป็นอีก Blockchain Platform ซึ่งเปิดให้ทุกคนเข้าไปร่วมในเน็ตเวิร์คได้เหมือน Bitcoin แต่มีคุณสมบัติมากกว่า Bitcoin ตรงที่เป็น Smart Contract ด้วย คือ มีการเขียน Code และมี Datatype เข้ามาทำให้ทุกการทำรายการหรือข้อสัญญาถูกประกาศบน Ethereum ได้รับรู้ทั่วกัน

8. อยากเปิด Wallet ต้องเปิดกับ Exchange Website เท่านั้น?

ZMINE : ไม่จำเป็น คนไทยส่วนใหญ่ก็ไปเปิดบัญชีกับ Exchange อย่าง bx.in.th เว็บไซต์เทรด Bitcoin รายแรกในไทย ซึ่งเงินก็จะไปกองรวมอยู่ที่เขา แต่อันที่จริงก็มีเว็บไซต์อื่นๆ ให้เข้าไปสร้าง Wallet ของตัวเองได้ เช่นเว็บ Freewallet.org และไม่ว่าจะเปิด Wallet แบบไหน ทุก Miner ก็ต้องจำ 2 รหัสผ่านให้ได้ คือรหัสที่เปิดเผยให้คนอื่นรับรู้เพื่อรับเงิน กับรหัสส่วนบุคคล

9. มีข่าวว่า ‘Quantum Computing’ จะเข้ามาทำลาย Bitcoin และ Blockchain จริงหรือไม่?

ZMINE : ที่กลัวกันก็เพราะว่า Quantum Computing คือ การประมวลผลควอนตัมที่ทำให้อัลกอริทึมประมวลผลได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็วขึ้นหลายเท่า ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาถอดรหัสสิ่งต่างๆ ได้เร็วขึ้นด้วย แต่ Blockchain ล่าสุดมีการใช้เทคโนโลยี Quantum Resistance คือมีระบบกระจายการป้องกันตัวเองจากระบบควอนตัมได้แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการพัฒนาต่อไปอีกไกล แต่ถ้าให้มองว่าระบบใดจะถูก Quantum Computing ทำลายก่อน บอกเลยว่าระบบที่ตั้งรหัสไว้อ่อนแอกว่าจะถูกทำลายก่อน เช่น ทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Encrypt Password หรือการนำข้อความมาตั้งรหัสผ่าน

\ VIABLE SAY \

แม้ Cryptocurrency จะเป็นเงินดิจิทัลที่จับต้องไม่ได้ แต่ในด้านมูลค่ามีแนวโน้มที่สกุลเงินต่างๆ จะดีดตัวสูงขึ้น และเชื่อว่าจะมีการใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้นทั่วโลกเพราะทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น สมมติง่ายๆ ว่า เรามี Bitcoin จำนวนหนึ่งอยู่ใน Wallet ถ้าบินไปทำงานที่นิวยอร์กในช่วงที่ร้านค้ามากมายเปิดรับชำระเงินด้วย Bitcoin แล้ว เป็นไปได้ว่า อาจไม่จำเป็นที่จะต้องนำเงินบาทไปแลกเงินดอลลาร์หน้าเคาน์เตอร์อีกต่อไป

\ พบกับภาคต่อ \
เจาะลึก ZMINE ผู้มาพร้อมกับสโลแกน ‘Real Hardware. Real Mining’ ในบทความ นักขุดเหรียญมืออาชีพ สู่ธุรกิจและการลงทุนแนวใหม่แบบ ‘ZMINE’

\ ENDNOTES \

(1) (2) Cryptocurrency Market Capitalizations View Coin Market Cap
(3) Bitcoin ATMs by Country View chart
(4) 8 Major Retailers and Services That Accept Bitcoin View article
(5) The Bitcoin Whales: 1,000 People Who Own 40 Percent of the Market View article