ความน่าหนักใจอย่างหนึ่งของบริษัทใหญ่ๆ หรือแม้กระทั่งสตาร์ทอัพในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจแบบ “ดิจิทัล” หรือที่เรียกกันว่า Digital Economy คือการไม่สามารถรักษาคนเก่งๆ ในองค์กรไว้ได้

โดยไม่ว่าจะลาออกเพราะ “หมด passion ในการทำงาน” หรือลาออกเพราะ “ได้งานใหม่” ที่ตัวเขาเองรู้สึกว่าได้รับผลตอบแทน/สวัสดิการที่ดีกว่า

ผลสำรวจในปี 2018 โดย Gallup บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังระดับโลก เปิดเผยว่า พนักงานกว่า 87% ทั่วโลกรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความผูกพัน (engage) กับงานที่ตัวเองกำลังทำอยู่ แน่นอนว่าองค์กรหลายแห่งติดกับดักตรงนี้ เพราะกว่าจะปลุกปั้นพนักงานคนหนึ่งขึ้นมาให้รู้งาน ทำงานเป็น รวมถึงเข้าใจในหลายสิ่งอย่างของการทำงานย่อมต้องใช้เวลา แต่เมื่อปีกกล้าขาแข็ง พร้อมทำงานให้ออกดอกออกผลแก่บริษัท จำนวนไม่น้อยกลับเลือกที่จะเดินออกไป

คำถามคือ เหตุใดองค์กรต่างๆ จึงไม่สามารถรักษาคนเก่งๆ ไว้ได้?

คำตอบมีตั้งแต่เรื่องการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) ที่สูงมาก เอาแค่นับจำนวนคู่แข่งก็เยอะกว่าในอดีตมาก เพราะมีทั้งบริษัทร่วมชาติและข้ามชาติ การย้ายงานจึงเกิดขึ้นได้บ่อยในยุคปัจจุบัน หรืออีกคำตอบหนึ่งคือเป็นเพราะ Digital Economy ที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะทำงานกับองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (flexible) มากกว่า ชนิดที่ว่าไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ลางานได้ไม่จำกัด หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ (work from anywhere)

บทความนี้จะมาถอดรหัสพร้อมกับเสนอข้อแนะนำให้เห็นว่า จะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถรักษาคนเก่งๆ ไว้ให้ได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงลิบในยุคนี้

Modern Office

Modern Office Photo: Unsplash

1. องค์กรต้องเข้าใจธรรมชาติของคนทำงานในยุคนี้

มุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในยุคนี้ เขาไม่ได้มองว่างานคือชีวิตเหมือนคนยุคก่อนแล้ว เนื่องจากเขามองว่างานคือส่วนหนึ่งของชีวิต (a part of life) เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน คนยุคนี้มีความคาดหวังต่องานสูงกว่าคนยุคก่อน ทั้งในแง่ของสวัสดิการ ผลประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงความยืดหยุ่นในการทำงาน ดังนั้น องค์กรต่างๆ ถ้ามองเรื่องตรงนี้ออกและอ่านเกมขาด จะทำให้พนักงานผูกพันกับงานที่ทำได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ระบบการให้ rewards ที่ต้องปรับกระบวนการใหม่ อาจทำให้ถี่ขึ้น-บ่อยขึ้นเป็นรายสัปดาห์, การโปรโมทงานพนักงานที่ไม่ต้องรอประเมินผลเป็นรอบปี แต่ทำเป็นรายครึ่งปี หรือรายไตรมาส ส่วนรูปแบบการทำงานควรสร้างระบบที่ยืดหยุ่นให้ตอบสนองกับโลกของการทำงานแบบดิจิทัลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทำงานจากที่บ้าน (work from home) 1-2 วันต่อสัปดาห์ เป็นต้น

2. องค์กรต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการในการทำงาน ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์

การนำเอาเทคโนโลยีเข้าใช้ในองค์กรเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะรักษาคนเก่งๆ ในองค์กรไว้ได้ เพราะลองนึกภาพว่า พนักงานในองค์กรคนหนึ่งที่เก่งมาก ทำงานดีมาก แต่ต้องแบกรับงานด้านเอกสารอย่างมหาศาล และหากไม่ทำก็จะมีผลโดยตรงต่อการประเมินผลงานจากองค์กร การใช้แรงงานผิดประเภทและเป็นความผิดพลาดเชิงโครงสร้าง (ทุกคนก็ต้องทำเหมือนกันหมด) เป็นสิ่งที่ทั้งกินพลังและทำให้พนักงานเก่งๆ หมดไฟในการทำงานที่ดี บริษัทหลายแห่งจึงอาจปรับตัวด้วยการสร้างระบบอัตโนมัติบางอย่างขึ้นมารองรับ เช่น ระบบจัดการเอกสารที่ไม่ต้องใช้แรงงานมนุษย์มากเท่าเดิม หรือเพิ่มการใช้ระบบที่เน้นออนไลน์ ไม่ใช้กระดาษ (paperless) ภายในองค์กร ที่สำคัญคือนอกจากจะทำให้พนักงานรู้สึกดีแล้ว ยังทำให้พนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ใส่ใจประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมรู้สึกเชื่อมั่น/เชื่อใจในตัวแบรนด์ขององค์กรมากกว่าเดิมเสียอีก

แต่ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาในองค์กรก็อาจไม่ได้มีผลดีเสมอไป เพราะมีองค์กรบางแห่งที่ไปลอกโมเดลจากที่อื่นและนำมาใช้ ปรากฏว่าไม่ได้ผลที่ดีก็มี เช่น นำเอาระบบ Chatbot เข้ามาช่วยตอบปัญหาในองค์กร สรุปว่าได้ผลที่ไม่ดี เพราะพนักงานไม่รู้สึกถึงความเป็ร Human Touch ก็ทำให้พนักงานรู้สึกแย่มากกว่าเดิม แต่ส่วนที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้แล้วได้ผลที่ดีก็มี อย่างเช่นผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Healthi บอกว่า หากคุณนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร ต้องทำให้มั่นใจได้ว่าพนักงานจะได้ประโยชน์จากมันจริงๆ โดยคุณอาจนำเอาเทคโนโลยีอย่าง IoT มาใช้ในองค์กรเพื่อคอยเตือนให้พนักงานที่นั่งทำงานนานเกินไป ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้าง หรืออาจใช้อุปกรณ์บางอย่างที่ Track ด้านสุขภาพของพนักงานในองค์กร แล้วช่วยทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น และเมื่อพนักงานมีความสุขมากขึ้น Productivity ของพนักงานคนนั้นก็จะดีขึ้น เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว และถึงที่สุดก็เป็นการรักษาพนักงานเก่งๆ ได้ดีด้วย

Photo: Unsplash

Running Photo: Unsplash

3. องค์กรต้องให้เหตุผลในการทำงานกับพนักงาน

ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปคือ “ความหมาย” ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและการทำงาน องค์กรที่มองเห็นถึงปัญหาแห่งยุคสมัยในจุดนี้ จะเป็นองค์กรที่สามารถรักษาพนักงานเก่งๆ และมีฝีมือเอาไว้ได้ เพราะต่อให้เป็นคนที่ทำงานเก่ง- ทำงานดีแค่ไหน แต่งานที่ทำไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่ากำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ไม่ได้สร้างส่งผลกระทบต่อโลก คนเก่งในยุคใหม่จึงมองหางานที่มอบความหมายให้กับตัวเขาเอง

โดยสรุปแล้ว การจะรักษาคนเก่งๆ ให้อยู่ในองค์กรในยุคที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีมีสูง และการเชื่อมต่อแบบไร้พรหมแดนภายใต้โลกธุรกิจยุค Digital Economy องค์กรต้องมีจัดเตรียมองค์ประกอบหลายอย่างให้พร้อม ตั้งแต่เข้าใจถึงธรรมชาติความต้องการของคนทำงานในยุคนี้ ปรับกระบวนการและขั้นตอนการทำงานในองค์กรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญใส่เหตุผล-เติมความหมายของการทำงานเข้าไปให้กับพวกเขาด้วย

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะทำให้บริษัทสามารถรักษาคนเก่งๆ ไว้ได้ เพราะถึงที่สุดแล้ว บริษัทที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง (transform) จากบริษัทที่อยู่ในระดับดี (a good one) ไปสู่บริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ (a great one) จำเป็นต้องอาศัยพนักงานที่เก่ง-ดี-มีฝีมือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

ดังนั้น การจะรักษาคนเก่งๆ ไว้ในองค์กร ต้องทำในภาพใหญ่ ทำให้เป็นวาระของบริษัท ต้องปรับทั้งระบบ ต้องปฏิรูปทั้งองค์กร เพื่อทำให้บริษัทมีไฟและมีแรงในการขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ในยุคแห่ง Digital Economy ที่คนเก่งๆ เปรียบเสมือนขุมทรัพย์หลักขององค์กร

Source – People Matters Global 1, 2, 3Talent Management & HR