ปีนี้ Cloud Technology ก้าวขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดและกลายเป็น Buzzword ที่คุ้นหู ด้วยศักยภาพต่างๆ ที่ช่วยให้กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ขยับตัว ขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว Cloud จึงได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการขององค์กรทุกระดับทั่วโลก 

คำถามคือ Cloud มีดีอะไร มีกี่รูปแบบให้ใช้บริการ แต่ละประเภทเหมาะหรือแมตช์กับธุรกิจแบบไหน

Cloud มีอะไรดี

การนำระบบ Cloud Computing มาใช้ในองค์กรนั้นมีข้อดี คือ

  • มีความสามารถในการขยายสูง (Scalability)

ระบบ Cloud สามารถรองรับการขยายได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความจุ CPU หน่วยความจำ หรือ Storageในการจัดเก็บข้อมูล และหากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพก็สามารถเข้าไปปรับแต่งค่าโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งแตกต่างจากระบบ On-Premise ที่จะต้องจัดหาอุปกรณ์มาจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า จึงมีความสะดวก รวดเร็วในการปรับตัวเพื่อตอบสนองธุรกิจ (Speed & Agility)

  • มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า (Lower Cost)

ระบบ Cloud จะคิดค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งานหรือที่เรียกว่า Pay-As-You-Go ซึ่งนำแนวคิดของการให้บริการทางด้านระบบสาธารณูปโภคมาใช้ นั่นคือใช้เท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น ทำให้การใช้งาน Cloud นั้นมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการลงทุนซื้อระบบมาติดตั้งเอง แม้ในบางกรณีค่าใช้จ่ายของระบบ Cloud อาจจะไม่ได้ต่ำกว่าการลงทุนแบบ On-Premise อย่างมีนัยนัก แต่องค์กรก็ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการบริหารต้นทุน เนื่องจากการใช้จ่ายทางด้านระบบ Cloud จะถูกมองเป็นค่าใช้จ่าย (OpEx) แทนที่จะเป็นการลงทุน (CapEx)

  • มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Development and Continuous Delivery)

ช่วง 2-3 ปีมานี้ แนวทางในการพัฒนาซอฟต์แวร์มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับระบบ Cloud ซึ่งจะเอื้อให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาซอฟต์แวร์จากเดิมที่เป็นการพัฒนาแบบ Waterfall ซึ่งกว่าจะเห็นโปรแกรมต้นแบบ (Prototype) ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน เปลี่ยนมาเป็นการพัฒนาแบบใหม่ที่ใช้แนวคิดเรื่อง Agile และ Continuous Delivery ที่แบ่งซอฟต์แวร์เป็นโมดูลย่อยๆ และมีการออกเวอร์ชันใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือ ผู้ใช้จะเห็นความสามารถใหม่ๆ ตลอดเวลา และหากพบว่ามีฟังก์ชันที่ไม่เป็นไปตามคาดก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรออีกหลายเดือนกว่าจะรู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

รู้จักความต่างของ 3 ก้อนเมฆ Private – Public – Hybrid

รูปแสดงความแตกต่างระหว่าง Private, Public และ Hybrid Cloud

เนื่องจากการใช้ Cloud สามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการ Public Cloud คือนำทุกอย่างไปฝากไว้กับผู้ให้บริการซึ่งอาจจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ หรือการสร้าง Private Cloud ขึ้นมาใช้ภายในองค์กรเอง ซึ่งผู้ใช้งานอย่างหลังอาจจะรู้สึกอุ่นใจกว่า เนื่องจากสามารถควบคุมทุกอย่างได้เอง แต่ก็ต้องลงทุนค่อนข้างสูง และเมื่อทั้งสองรูปแบบยังไม่ตอบโจทย์การทำงานทั้งหมด จึงเกิดการนำข้อดีของทั้งสองแบบมารวมกัน เกิดเป็น Hybrid Cloud

Hybrid Cloud เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบเดิมที่อยู่ภายในองค์กร (On-Premises) กับระบบ Public Cloud โดยหากเป็นระบบที่มีความสำคัญและต้องการความปลอดภัยสูงก็จะถูกติดตั้งไว้ภายในองค์กรแบบ On-Premises แต่หากเป็นระบบที่สามารถใช้บริการจากภายนอกแล้วได้คุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีกว่า มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหรือสามารถรองรับการทำงานรูปแบบใหม่ๆ เช่น รองรับพวกอุปกรณ์พกพาต่างๆ ได้ ระบบนี้ก็จะมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

ตามไปดูประเภทของ Cloud และการเลือกใช้เบื้องต้น

คราวนี้มารู้จักกับระบบ Cloud และแนวทางในการเลือกว่างานประเภทไหนที่ควรย้ายไปใช้บนระบบ Cloud ประเภทใด เนื่องจากในแต่ละองค์กรนั้นมีระบบงานอยู่หลากหลาย และเหมาะกับระบบ Cloud ต่างประเภทกัน

ประเภทแรก SaaS (Software as a Service)

ระบบนี้เป็นแอปพลิเคชันที่พร้อมใช้งานตามความสามารถที่กำหนด โดยมีข้อดีคือ ผู้ให้บริการจะดูแลทุกอย่างให้เรา ทั้งด้านซอฟต์แวร์ การแก้ไข Bug รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลให้ โดยมักเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้หรือตามปริมาณงานที่ใช้ ระบบนี้จึงเหมาะกับงานที่รู้ความต้องการชัดเจนอยู่แล้ว เช่น

  • ระบบ Email เช่น Microsoft Exchange, Google Gmail
  • ระบบ Office Automation เช่น Microsoft Office 365, Google Apps
  • ระบบ CRM เช่น Salesforce.com
  • ระบบบริหารงานบุคคล เช่น Workday

ประเภทที่สอง PaaS (Platform as a Service)

ระบบ PaaS จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างแอปพลิเคชันหรือบริการใหม่ๆ ขึ้นมาโดยนำบริการต่างๆ ที่มีอยู่ใน Cloud มาประกอบเรียงร้อยเข้าด้วยกันเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อสร้างเป็นแอปพลิเคชันหรือบริการใหม่ๆ สำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ โดยบริการใหม่ที่ว่านี้อาจจะทำงานอยู่บนระบบ Cloud ทั้งหมดหรือเป็นการทำงานแบบ Hybrid App ที่ระบบส่วนหนึ่งทำงานอยู่บน On-Premise ขณะที่มีส่วนประกอบบางส่วนทำงานอยู่ในระบบ Cloud ได้

ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงระบบ PaaS จึงมักจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างระบบที่เหมาะกับการใช้ PaaS เช่น

  • ระบบงานที่มีการใช้ซอฟต์แวร์มาตรฐานที่มีการใช้กันแพร่หลาย ซึ่งอาจจะเป็นซอฟต์แวร์ Commercial หรือ Open Source ก็ได้ เช่น ระบบ WordPress, Drupal, Moodle, Redis, Nginx ระบบเหล่านี้ถึงแม้จะมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย แต่หากจะนำมาใช้งาน อย่างน้อยผู้ใช้ก็จำเป็นจะต้องมีความรู้ระดับหนึ่งในการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ การติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ การเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล แต่หากเป็นการใช้งานกับระบบ PaaS แล้ว ทางผู้ให้บริการ Cloud ก็มักจะทำเป็น Template เพื่อให้ผู้ใช้เข้าไปเลือกได้ง่ายๆ ว่าต้องการระบบแบบใด ผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้ทางด้านพัฒนาซอฟต์แวร์มากนักจึงสามารถเข้าไปเลือกติดตั้งระบบได้ด้วยตนเอง
  • ระบบ Hybrid App หรือแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นใหม่ (New System) มีจุดประสงค์ในการรองรับจำนวนผู้ใช้จำนวนมากอาจจะในระดับหลายแสนหรือหลายล้านคน ซึ่งอาจจะเป็น Web Application หรือ Mobile Application ก็ได้ ระบบแบบนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำงานอยู่บนระบบ Cloud เนื่องจากระบบ Cloud มีความสามารถในการขยายมากกว่า อีกทั้งมีความเหมาะสมกว่าในแง่ของการลงทุน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องจัดหาอุปกรณ์มาเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่ระบบสามารถเติบโตไปพร้อมๆ กับปริมาณผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น
  • ระบบ Analytics และ Big Data เช่น Microsoft HDInsight, Amazon Elastic MapReduce
  • ระบบ Data Management เช่น Amazon RDS, Amazon Redshift, Microsoft Azure Database
  • ระบบ Mobile Services เช่น Microsoft Mobile Services, Amazon Cognito
  • ระบบ Application Service เช่น Microsoft Cloud Services, Pivotal Cloud Foundry

ประเภทที่สาม IaaS (Infrastructure as a Service)

ระบบนี้ใช้หลักการสร้าง Virtual Machine หรือที่เรียกว่า VM บนระบบ Cloud โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้การจัดหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นั้นทำได้อย่างรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายต่ำ ในขณะเดียวกันก็ให้อิสระกับผู้ใช้ในการควบคุมทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นระบบ IaaS จึงเหมาะกับ

  • ระบบงานที่ผู้ใช้ต้องการควบคุมทุกอย่างเองแต่ไม่ต้องลงทุนด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เนื่องจากขาดผู้ดูแลหรือมีปัญหาเรื่องสถานที่จำกัด
  • ระบบ Disaster Recovery ซึ่งมีความจำเป็น แต่หลายหน่วยงานอาจไม่มีสถานที่หรือไม่มีงบประมาณเพียงพอ ก็สามารถนำระบบ Cloud มาใช้เป็น DR Site ได้ ซึ่งการทำแบบนี้จะมีต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนสร้าง DR Site เองมาก
  • ระบบสำหรับการพัฒนา (Software Development) ซึ่งต้องการอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์หรือ Storage ตั้งแต่ช่วงของการพัฒนาไปจนถึงการทดสอบและการทำ QA โดยในขั้นตอนเหล่านี้อาจจะต้องการอุปกรณ์ค่อนข้างมากเพื่อใช้ในการจำลองสภาวะแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับระบบจริงมากที่สุด ซึ่งเมื่อจบโครงการไปแล้วจะไม่มีอุปกรณ์เหลือให้เป็นภาระในการดูแลอีกต่อไป
  • ระบบงานเก่าที่ยังจำเป็นต้องคงไว้และไม่มีการพัฒนาต่อแล้ว หรือมีบางกรณีที่ระบบฮาร์ดแวร์เดิมนั้นเก่าจนไม่สามารถหาอะไหล่ได้อีก การย้ายระบบประเภทนี้ขึ้นมาทำงานบน Cloud จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับระบบ Cloud แล้ว ไปดูกันว่างานลักษณะใดในองค์กรของคุณที่จะนำระบบ Cloud มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้บ้าง ในบทความ Mission to the Cloud : เลือกใช้ Cloud ในองค์กรอย่างไรให้ปัง