ได้เนื้อได้หนัง ได้ความรู้กันไปมากทีเดียวสำหรับงาน ‘Big Data ศาสตรา Modern Marketing’ ซึ่ง The VIABLE ทำบทความ สรุปงาน Big Data ศาสตรา Modern Marketing ตอนแรก ให้ทุกคนได้อ่านไปแล้ว พาร์ทหลังนี้จะเป็นคอนเทนต์ของ Co-Founder จาก 3 สตาร์ทอัพมาแรง Choco Card, ZipEvent และ Durian Corp. โดยมาแชร์วิธีทำตลาดในยุคดิจิทัลตามแบบฉบับของตัวเอง รวมทั้งกลยุทธ์เพื่อการเติบโตและขยายตัวแบบติดสปีด

Co-Founder จาก 3 สตาร์ทอัพมีใครบ้าง

  •  คุณสิรสิทธิ์ สุริยพัฒนพงศ์ Co-Founder & CEO จาก Choco Card/Choco CRM

มีประสบการณ์เป็น Business Consultant ที่ Accenture Thailand มีความเชี่ยวชาญด้าน CRM ก่อนจะสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเอสเอ็มอี โดยได้ทำงานร่วมกับธุรกิจต่างๆ กว่า 1,000 ร้านค้า และมีฐานผู้ใช้งาน (End-Users) กว่า 750,000 ราย

  • คุณโศลญา ตันฑ์มานะธรรม CMO และ Co-Founder จาก ZipEvent

Chief Marketing Officer จากบริษัทสตาร์ทอัพ โดยมาเล่าการทำการตลาดในวิถีของสตาร์ทอัพ และการพัฒนาแพลตฟอร์มสายอีเวนต์ ที่ไม่ใช่เพียงการจำหน่ายตั๋ว แต่ต่อยอดสู่การมอบประสบการณ์ที่ดีกว่า

  • คุณโอฬาร วีระนนท์ Co-Founder และ CEO จาก DurianCorp

มีบทบาทเป็นทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน อาจารย์ และโค้ช โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดแบบสร้างสรรค์ การสร้างสายสัมพันธ์ และด้านสตาร์ทอัพ มาแชร์สาระแบบเผ็ดร้อนในหัวข้อ Progressive Marketing

ZipEvent, Big Data

แชร์เทคนิคที่ ‘ทำน้อยแต่ได้อะไรเจ๋งๆ’

ใน Panel: Minimal but intelligent – modern tools & techniques use cases’ เป็นการพูดคุยระหว่าง คุณสิรสิทธิ์ สุริยพัฒนพงศ์ จาก Choco Card/Choco CRM และ คุณโศลญา ตันฑ์มานะธรรม จาก ZipEvent โดยมีทีมงาน The VIABLE เป็น Moderator

ในฐานะที่ผ่านการทำงานในองค์กรและธุรกิจสตาร์ทอัพ ทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร

คุณสิรสิทธิ์ : ตอนทำงานประจำไม่ได้โฟกัสเรื่องแบรนด์ แต่เมื่อมาทำ Choco Card ของตัวเอง มีโจทย์ใหญ่คือ การสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ กับเรื่องการทำงานที่มีความสนุกต่างกัน โดยน้องๆ ในทีมจะชอบงานสตาร์ทอัพมากกว่า เพราะได้เรียนรู้มากกว่าการทำงานบริษัทใหญ่

คุณโศลญา : ความต่างระหว่างองค์กรกับสตาร์ทอัพมีเรื่อง งบประมาณและบุคลากรที่มีจำกัด เราจึงต้องบริหารงบประมาณให้ดี หาคนที่ทำงานได้แบบ Multitasking และต้องเป็นคนที่เปิดใจ รับรู้ Task อื่นๆ ได้ด้วย ส่วนความน่าเชื่อ สตาร์ทอัพจะน้อยกว่าองค์กร แต่เนื่องจาก ZipEvent มองหาพาร์ทเนอร์ที่เป็น Corporate ซึ่งมีความ Intelligence จึงเพิ่มความน่าเชื่อถือได้

มีวิธี Growth Hacking กับธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไร

คุณโศลญา : เราต้อง มอง Value ของเราก่อน เวลาเราไปออกงานก็ต้องให้ Value กับมันค่อนข้างเยอะมาก เช่น โลโก้ เน้นให้คนเห็น ให้เป็นที่จดจำ ซึ่งเราเป็นสตาร์ทอัพ ไม่ได้เป็น Outsource ซึ่งอยากให้ Corporate พัฒนาไปกับเราด้วย โดยอยากทำให้องค์กรใช้ ZipEvent แล้วพูดถึง ZipEvent ได้โดยไม่ต้องแอบไว้ข้างหลัง และ กระจาย Awareness ด้วยการมองหา Strategic Partners มากกว่า โดยเราปั่นคอนเทนต์ Marketing มากขึ้น เพื่อให้เห็นคาแรกเตอร์มากขึ้น แล้วเราก็ไปพาร์ทเนอร์ เช่น LINE Today จากปกติที่มีแค่คนหลักหมื่นเห็นคอนเทนต์ของเรา พอ LINE ปล่อยของเราออกไปก็จะมีคนหลัก 10-20 ล้านคนที่เห็น

คุณสิรสิทธิ์ : ผมเน้น Partnership ที่เป็นธุรกิจรายใหญ่เป็นหลัก เช่น AIS SME, ธนาคารออมสิน ซึ่งเราจะไม่พาร์ทเนอร์กับสตาร์ทอัพหรือธุรกิจรายเล็ก แล้วก็จะ มองบริษัทเป็นแผนกหนึ่งของเรา ซึ่งก็จะมีการแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือหรือความต้องการบางอย่างระหว่างกัน พร้อมๆ กับ Lean Budget ไปด้วย

คุณโศลญา : เรามองกระแสกันว่ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น งานแจกหนังสือ The Visionary แต่พอเราทำระบบลงทะเบียนใน ZipEvent แล้วให้นำบัตรประชาชนไปรับที่หน้างาน พบว่าได้รับความสนใจมากและหนังสือหลายหมื่นก็หมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้ไปรับได้

Big Data, Choco Card

ถาม Choco เรื่อง CRM กับ Marketing มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

คุณสิรสิทธิ์ : Customer Relationship Management หรือ CRM ใช้เพื่อรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้ ซึ่ง CRM เป็นขาหนึ่งของ Marketing ผมว่าทุกธุรกิจที่ต้องการลูกค้ามาซื้อซ้ำต้องทำ CRM  เช่น เอสเอ็มอี ธุรกิจค้าปลีก หรือคนที่ขายกาแฟ อะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็รับทำ Data หลังบ้านให้เอสเอ็มอีด้วย โดยช่วยเก็บข้อมูลว่าลูกค้าอายุเท่าไหร่ เพศไหน และยังแทร็คลูกค้าที่หายไปได้ด้วยว่า หายไปมากกว่า 60 วันแล้ว แล้วเราก็ทำระบบให้ Automation มากที่สุด เพราะเอสเอ็มอีไม่ใช่สายวิเคราะห์ เราจึงต้องทำให้เขาใช้งานง่ายและสะดวกที่สุด

ZipEvent มี Tool ใหม่ๆ หรือวิธีทำตลาดแบบใดบ้าง

คุณโศลญา : เราทำทั้ง Pre Event  / In Event / Post Event โดยมีให้เลือกเพื่อความรวดเร็วในการเข้างาน เช่น งานแบบงานสัมมนา ให้ผู้ร่วมงานสแกน QR Code แล้วเข้างานได้ทันที หรือแบบ Kios ที่เปิดให้สอดบัตรประชาชนแล้วดึงข้อมูลได้ทันที ที่เราพัฒนาเรื่องนี้เพราะอยากสร้างความสะดวกสบายในการลงทะเบียนหน้างาน ซึ่งเมื่อสอดบัตรประชาชนแล้วดึงข้อมูลได้ทันที หลังจากนั้นเราก็พรินต์สติกเกอร์ QR Code ให้ผู้ร่วมงาน โดย Exhibitor นำ QR Code ไปทำกิจกรรมต่อได้ด้วย ส่วน Post Event เรามีระบบลงทะเบียนแบบเลือกได้ว่าให้ซื้อตั๋วปกติหรือแบบแจกตั๋วฟรี เหมือนเป็น Digital Passport ซึ่งข้อมูลทุกอย่างก็จะเป็น Realtime Report

มองว่าปี 2018 มีเทคโนโลยีใดที่น่าจับตามอง

คุณสิรสิทธิ์ : เราเริ่มเห็น Personalize Ads ทุกแพลตฟอร์มที่เราใช้อยู่ เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก ซึ่งเราก็พยายามทำ ซึ่งถ้าเราเก็บข้อมูลได้มากพอก็จะรู้ว่าจะทำอะไรต่อ ซึ่งมันน่าจับตามองมาก เพราะเจ้าใหญ่ทำแล้ว เช่น youtube เขาก็ต้องใช้วิธีดึงคนให้ดูเขานานที่สุด

คุณโศลญา : เรามองเรื่อง Chatbot ซึ่งทาง ZipEvent ก็เหมือนเป็นทางเข้าของงานอีเวนต์ ล่าสุดเราจึงทำ Line Chatbot ก็จะสะดวกรวดเร็วมากกว่า โดย ZipEvent ก็เข้ามาใน LINEbot โต้ตอบกับคนที่มาพิมพ์ ตอบคำถามเสร็จ ก็เจน Code เข้างานได้เลย ซึ่งเรามี Touchpoint ต่างๆ ในอีเวนต์และแทร็คได้ทุกอย่างที่มีคน Engagement แล้วเราก็มีพาร์ทเนอร์ทำ Marketing Automation ต่อ รู้ว่าควรจะยิง Ads ไปหาคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร เมื่อไหร่

รุกตลาดด้วย Progressive Marketing

สำหรับเซสชันนี้เป็น Keynote: Progressive Marketing ที่นำเสนอโดย คุณโอฬาร วีระนนท์ จาก DurianCorp โดยมาแชร์เรื่องราวของ ‘การทำการตลาดเชิงรุก’ หมายถึง การทำธุรกิจเชิงรุกเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสทางการตลาด

คำแนะนำที่คุณโอฬารให้คือ นักธุรกิจและนักการตลาดควรต้องรู้จัก ‘ประวัติศาสตร์แห่งโอกาส’

opportunity

หากคุณรู้จักความเป็นเหตุเป็นผลและที่มาของยุครุ่งเรืองต่างๆ ก็จะช่วยให้คุณหาโอกาสเติบโตได้ง่ายขึ้น ซึ่งภาพด้านบนนี้เป็นภาพความเปลี่ยนแปลงของยุครุ่งเรืองต่างๆ (History of Opportunity โดย FundersandFounders.com) ที่เล่าตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคนี้ โดยเริ่มจาก

คนตัวใหญ่ > เกษตรกร > นักรบ > ช่างฝีมือ > นักสำรวจ > พ่อค้า > คนผลิตเครื่องจักร > นักอุตสาหกรรม > นักขุดเจาะน้ำมัน > ผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ > นักการเงิน > ยุคสตาร์ทอัพ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

การบรรยาย TED Talk โดย Bill Gross บอกว่า ในบรรดา 5 ปัจจัย ได้แก่ 1) Idea 2) Funding 3) Team / Execution 4) Business Model และ 5) Timing ผลการศึกษาพบว่า Timing เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อความสำเร็จ

ทั้งนี้คุณโอฬารได้ยก Case studies ที่น่าสนใจจากบริษัทที่เติบโตไว เช่น Airbnb ซึ่งเกิดจาก Crisis Timing โดยปี 2008 เป็นช่วงที่มีทั้งเงินเฟ้อและเงินฝืดเกิดขึ้นพร้อมกันในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิด ‘การอยู่อาศัยในราคาที่ถูกกว่าโรงแรม’ และ ‘การแบ่งพื้นที่ให้เช่าเพื่อหารายได้เพิ่มเติม’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่บ้าบิ่นแต่เกิดขึ้นแล้ว คุณโอฬารระบุว่า นี่เป็นตัวอย่างของ Progressive Marketing คือรุกไปในใจลูกค้า รุกเข้าไปถึงสิ่งที่เขาไม่ได้บอกแต่เขาต้องการ

อีกตัวอย่างที่รุกหนักมากคือ Tencent ซึ่งเคยมีโพรดักส์แอปแชตชื่อว่า ICQ ออกมาเมื่อปี 1998 สิ่งที่น่าสนใจคือ Tencent พัฒนาโพรดักส์อีกตัวมีชื่อว่าแอป WeChat ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่า ออกมา ‘ฆ่า ICQ’ โพรดักส์เดิมของตนเอง

คีย์เวิร์ดสำคัญที่คุณโอฬารฝากไว้คือ การทำบางอย่าง (ไม่ต้องทุกอย่าง) ให้เร็วกว่าองค์กรใหญ่ ไม่ต้องมี KPI เยอะ สำหรับสตาร์ทอัพให้มี KPI ไม่เกิน 3 ตัว แล้วจาก KPI นั้น ให้เติบโตให้ได้ 4-6% ในทุกๆ สัปดาห์ เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี คุณก็สามารถโตขึ้น 300% ได้

สุดท้าย คุณโอฬารฝากข้อคิดไว้ว่า

  • การทำ Progressive Marketing ให้ คิดใหญ่ ใจต้องถึง
  • ให้มีความพยายาม ไม่ต้องตั้งเป้าสูง แค่เก่งขึ้นวันละ 1% ชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว
  • “ถ้าเราได้เจอโอกาสใหม่ๆ ไม่รู้ว่าทำได้ไม่ได้ให้ตอบไปก่อนว่า ทำ แล้วหาวิธีทำทีหลัง ก็จะหาโอกาสใหม่ๆ ได้” – ริชาร์ด แบรนสัน

ติดตามเนื้อหาสรุปจากงานในพาร์ทแรก

การทำ Data-driven Marketing Strategy: สรุปงาน ‘Big Data ศาสตรา Modern Marketing’