เมื่อพูดถึงการระดมทุน คนส่วนใหญ่ยังคงนึกถึงการเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือการ IPO อยู่ แต่ว่าจริงๆ แล้วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการระดมทุนในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมาไม่น้อย เช่น Crowdfunding ที่ระดมทุนจากคนทั่วไปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และล่าสุดที่เป็นกระแสอย่างมากในปีนี้คือชื่อของ ICO หรือ Initial Coin Offering

โดยเราได้รับเกียรติจากผู้ที่มีประสบการณ์ด้านแวดวงการเงินมาอย่างยาวนาน คุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน มาให้มุมมองเกี่ยวกับการระดมทุนรูปแบบใหม่นี้

\\\ Article Section

  • ICO หมายถึงอะไร
  • โอกาสที่เกิดขึ้นจาก ICO
  • อนาคตของ ICO ในไทยจะไปได้แค่ไหน
  • ความแตกต่างระหว่าง ICO และ IPO
  • ข้อเสนอของคุณกรณ์เรื่องการกำกับ ICO

ICO หมายถึงอะไร

ผู้เขียนขออธิบายเล็กน้อยเพื่อให้สามารถอ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้นนะ

ICO หรือ Initial Coin Offering เป็นการใช้คำจาก IPO หรือ Initial Public Offering แต่เปลี่ยนเป็น Coin หมายถึงการนำ Coin หรือ Token เข้าสู่ตลาดให้นักลงทุนสามารถมีสิทธิ์ในการซื้อสกุลเงิน Cryptocurrency ได้

ปัจจุบันเหล่าธุรกิจสตาร์ทอัพให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะ ICO เป็นการระดมทุนที่ง่ายกว่าและรวดเร็วกว่าการระดมทุนด้วย IPO อย่างในอดีต และเปิดโอกาสให้บริษัทที่ขนาดไม่ใหญ่มากสามารถระดมทุนได้

\ DID YOU KNOW \

ในไทยเองก็มีสตาร์ทอัพที่ได้ระดมทุนแบบ ICO แล้ว ตัวอย่างของการ ICO ในประเทศไทยคือ Omise สตาร์ทอัพที่ให้บริการ Payment Gateway ซึ่งได้ออก OmiseGo เมื่อในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยสามารถระดมทุนได้ถึง 875 ล้านบาท

โอกาสที่เกิดขึ้นจาก ICO

“ผมมองในมิติของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพหรือ SME หนึ่งในประเด็นที่ท้าทายที่สุดก็คือเรื่องของการระดมทุน ซึ่งถ้าเป็นสตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้น ช่องทางเดียวที่เป็นไปได้คือ ญาติพี่น้อง เพื่อน หรือที่เรียกกันว่า Angel Investor ซึ่งมีข้อจำกัดบางอย่าง ใครที่ไม่มีคนรู้จักที่มีเงินก็ลำบาก แม้มีไอเดียดีๆ ก็อาจไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนนี้ได้”

ในความเป็นจริง ICO มีมามากกว่า 4 ปีแล้ว เพียงเพิ่งมาได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปีนี้ คุณกรณ์กล่าวต่อว่า ICO เป็นแหล่งระดมทุนแหล่งใหม่ที่มีแนวคิดที่น่าสนใจและให้คนที่มีไอเดียระดมทุนได้ ซึ่งส่งผลดีต่อสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ สตาร์ทอัพที่อาศัยเทคโนโลยี Blockchain

“คำถามที่ผมมีก็คือ มันจะขยายโอกาสให้กับ SME ทั่วไปได้ไหม เราต้องติดตามแนวทางการพัฒนาประเภทนี้ในระยะยาว” คุณกรณ์กล่าวถึงสิ่งที่อาจเป็นไปได้ในอนาคต

คุณกรณ์ให้ความเห็นว่า ICO ก็เปรียบได้ว่าเป็น กึ่งๆ Crowdfunding เพราะเป็นการขายไอเดียเพื่อหาเงินทุน แต่ต่างกันตรงที่ ICO เป็น Crowdfunding ที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยี Blockchain โดยอาศัยการระดมเงิน Cryptocurrency ไม่ได้อาศัยสกุลเงินทั่วไป

อนาคตของ ICO ในไทย จะไปได้แค่ไหน

คุณกรณ์ให้ความเห็นว่า การที่ ICO จะเป็นที่ยอมรับได้ จะต้องเกิดจากการสร้างการยอมรับใน 3 เรื่องเหล่านี้ก่อน

แนวคิด Crowdfunding –  เป็นที่ยอมรับว่าเป็นช่องทางในการเข้าถึงแหล่งทุนวิธีหนึ่งที่น่าสนใจให้แก่นักลงทุน

เทคโนโลยี Blockchain – ตอนนี้เริ่มเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ส่วนว่าจะสามารถทดแทนเทคโนโลยีอื่นได้มากน้อยขนาดไหน ปัจจุบันอาจจะยังตอบได้ยาก

เงินดิจิทัล Cryptocurrency – โดยคุณกรณ์ได้กล่าวกับเราว่า “ผมมั่นใจแน่นอนใน Cryptocurrency”

หลายคนอาจมีความกังวลใน Cryptocurrency แต่คุณกรณ์กลับมองว่าความน่ากลัวเกิดจากความผันผวนของราคาที่ขึ้นลงกันในหลักพันเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนักลงทุนสามารถล้มละลายได้จากความผันผวนนี้ แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดของสกุลเงินก็คือ การยอมรับ

หากเราดูสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดอย่าง ดอลลาร์ การบริหารสกุลนี้อยู่ที่ธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเมืองและปัจจัยภายในของประเทศ อีกทั้ง 5 ปีที่ผ่านมามีการพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลภายใต้การกำกับของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว มีกฎกติกาตายตัว และมีการจำกัดปริมาณล่วงหน้า คุณกรณ์มองว่า Bitcoin มีความน่าเชื่อถือกว่า เพียงแต่การยอมรับไม่เท่ากับดอลลาร์เท่านั้นเอง

ความแตกต่างระหว่าง ICO และ IPO

เงื่อนไขของ ICO ไม่หนักแน่นพอ เนื่องจากไม่มีการกำกับดูแล ต่างจาก IPO ที่มีทั้ง ก.ล.ต. ผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อผลประโยชน์ของนักลงทุนเป็น Ecosystem ที่มีมานับร้อยปี อีกทั้งผู้ที่เข้ามาใน ICO เป็นเพียงสตาร์ทอัพในขั้นเริ่มต้น ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อมูลได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเสี่ยงด้านราคา และมีมิจฉาชีพที่หวังผลประโยชน์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐบาลจีนระงับการ ICO ส่งผลให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสในการระดมทุน

หากมองในข้อดี ICO มีความได้เปรียบในแง่ ระยะเวลาในการดำเนินการที่สั้น รวมไปถึงต้นทุนที่น้อยกว่ามหาศาล แทนการที่จะต้องว่าจ้างทนายความเพื่อร่างสัญญา ฟ้องร้องในกรณีที่เกิดข้อพิพาท สำหรับ ICO ทุกอย่างเกิดขึ้นผ่าน Smart Contract ที่ตายตัว ระหว่าง Issuer และเจ้าของ Token เช่น การแบ่งปันผลประโยชน์ เมื่อครบเงื่อนไขการจ่ายจะมีการโอนเงิน Cryptocurrency เข้า Wallet โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการโอน หรือเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งค่าใช้จ่ายจะต่ำกว่าระบบเดิมอย่าง VC (Venture Capital หรือกองทุนร่วมลงทุน) และหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่า Cryptocurrency จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และก็มีแนวโน้มว่า ICO อาจจะมีขนาดใหญ่กว่า IPO ได้

ข้อเสนอของคุณกรณ์เรื่องการกำกับ ICO

เนื่องจากว่า ICO เป็นเรื่องที่ใหม่มาก และในประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายรองรับ Cryptocurrency

คุณกรณ์แนะนำว่าควรสร้างมาตรฐานขึ้นมาคัดกรอง ICO เพื่อเป็นแนวทางของตลาดได้ เช่น การคัดกรองผู้ประกอบการที่จะออก Token ให้เข้าสู่กระบวนการ ICO

คุณกรณ์กล่าวถึงข้อบกพร่อง และวิธีการแก้ไขไว้ดังนี้

1. White Paper และ Business Plan

ในปัจจุบันการเกิดขึ้นของ ICO อาศัย White Paper ที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดมากนัก ซึ่งอาจทำให้มีมิจฉาชีพสามารถทำ White Paper ขึ้นมาแต่ไม่ได้ลงมือทำจริง เพื่อหลอกนักลงทุน จึงควรทำ Template ที่มี White Paper และ Business Plan เป็นมาตรฐานเดียวกัน

2. Issuer

การคัดกรองของ Issuer ควรเป็น Incubator ที่บ่มเพาะสตาร์ทอัพผู้เป็นเจ้าของ Token นั้นๆ เพราะจะทำให้มีความเข้าใจใน Business Plan และมีความมั่นใจในตัว Founder เนื่องจากคนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ โดยหากมีการคัดกรองจากมืออาชีพก็จะสามารถลดความเสี่ยงลงได้

3. Post-ICO

หลังจาก ICO แล้ว ควรติดตามกระบวนการตาม Business Plan ที่ได้เขียนไว้ อีกทั้งควรมีสัญญาในการเข้าถึงเงินที่ได้ระดมไป ซึ่งคุณกรณ์แนะนำวิธีแบบ Milestone คือ แผนการปฏิบัติว่าแต่ละขั้นตอนจะสามารถนำเงินส่วนนั้นออกมาใช้จำนวนเท่าใด

คำถามคั่นรายการ: Broker ไทยบางราย ประชาสัมพันธ์ว่าจอง ICO ได้?

คุณกรณ์ให้ความเห็นว่า หาก ก.ล.ต. ระบุว่า Broker สามารถกระทำได้ ด้วยใบอนุญาตหลักทรัพย์ที่มีอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของ Broker ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ Issuer ต่อนักลงทุน รวมถึงความสามารถในการบ่มเพาะและกำกับดูแลของ Issuer ถ้าหาก Broker สามารถสร้างความมั่นใจได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร

คุณกรณ์เสริมว่า ถ้าสตาร์ทอัพที่อยู่ในประเทศไทยมีความน่าสนใจ ก็มีโอกาสเข้าถึง ​ICO ได้ไม่แพ้ต่างประเทศ เพราะตลาดนี้เป็นตลาดที่ไม่มีเจ้าของ

ในเวลานี้ ประเทศไทยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายกับการ ICO อีกทั้ง พ.ร.บ. ส่งเสริมการประกอบธุรกิจด้วยเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ ที่เราเรียกกันว่า พ.ร.บ. ฟินเทค ก็ไม่มีการกล่าวถึง ICO อีกด้วย เราจึงต้องติดตามท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดว่าจะมีทิศทางอย่างไร จะสั่งห้ามขายเหมือนประเทศจีนหรือไม่ หรือจะพยายามจัดตั้งหน่วยงานเข้ามากำกับดูแล ก็เป็นสิ่งที่ต้องรอคอยกันต่อไป

\ THE VIABLE SAY \

ปี 2017 นี้เป็นปีที่คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก มีการระดมทุนผ่าน ICO มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญในปีนี้ เทียบเท่ากับการระดมทุนจาก VC ที่มีการยอมรับและอยู่มานานกว่า ส่วนผลประกอบการของ Issuer ของ Coin ก็จะต้องคอยติดตาม เพราะ ICO เป็นเรื่องของสตาร์ทอัพซึ่งมีความเสี่ยงสูงโดยธรรมชาติ สัดส่วนที่จะประสบความสำเร็จมีน้อยมาก อีกทั้งยังเป็นสตาร์ทอัพที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธความเสี่ยงได้ จึงมีความเสี่ยงยิ่งกว่า IPO เสียอีก เพราะ IPO คือบริษัทที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ส่วน ICO เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่มต้น หาก ICO เป็นตลาดที่นักลงทุนสนใจ ก็ควรมีมาตรการป้องกันให้พวกเขาไม่ต้องเสี่ยงในการถูกหลอก ถูกโกง และหากสามารถทำได้ การลงทุนผ่าน ICO ก็จะมีอนาคตที่สดใสขึ้น