ในยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น เราควรเรียนรู้และปรับตัวให้เท่าทันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นหากพูดถึงเทคโนโลยีที่น่าจับตามองคงไม่พูดถึง AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ไปไม่ได้ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่มันคือสิ่งที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลกได้ สามารถเพิ่มกำลังในการทำงาน ลดต้นทุนในเรื่องของแรงงานและการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่แม่นยำ หรือมีการจดจำและวิเคราะห์ เรียนรู้อย่างแม่นยำ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง จนสามารถทดแทนการทำงานของมนุษย์ได้

ด้วยความที่มันสามารถทำงานได้หลายอย่างและมีประสิทธิภาพที่สูงจนเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่ามนุษย์นั้นทำให้ใครหลายคนกลัวว่า AI จะมาแย่งงานคนหรือเปล่า ซึ่งประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่นั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญและเตรียมพร้อมรับมือกับยุคสมัยที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งการที่จะเตรียมรับมือกับยุคสมัยแห่ง AI นั้น ต้องเกิดจากการร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งภาครัฐจะเดินหน้าวางแผนและสนับสนุนจากรากฐานและมีเอกชนคอยผลักดัน ซึ่งจะทำให้มีโอกาสในการเติบโตและพัฒนาแรงงานให้มีทักษะที่สูงขึ้น

รูปภาพจาก : Freepik

เพราะการเข้ามาของ AI ไม่เพียงแต่มาทดแทนในงานที่เป็น Routine แต่มันยังก่อให้เกิดอาชีพหรืองานใหม่ๆ ขึ้น เช่น Data Scientist ที่มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและทำความเข้าใจ ข้อมูลเชิงลึกที่ซ่อนอยู่และมาช่วยในการตัดสินใจ หรือวิศกรต่างๆ ที่จะมาช่วยในการพัฒนา AI ให้ดียิ่งขึ้น

รูปภาพจาก : Etienne Laurent/Pool via Reuters

ยกตัวอย่างล่าสุด ประธานาธิปดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส ได้ประกาศ ลงทุนสนับสนุนและพัฒนา AI โดยทุ่มงบกว่า 1.6 พันล้านเหรียญ สร้างศูนย์วิจัยแห่งใหม่ มีโครงการแบ่งปันข้อมูลและหลักจริยธรรมต่างๆ และนาย Emmanuel Macron ยังแสดงให้เห็นว่า แนวคิดและนโยบายต่างๆ ของนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้บอกว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สามารถเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างงานและสร้างการเติบโตของรายได้

รูปภาพจาก : Baidu

หรือจีนที่ได้ลุยพัฒนาที่ใช้เงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญเพื่อพัฒนา AI และประกาศว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจีนมีความได้เปรียบในการพัฒนา AI เป็นอย่างมาก เพราะมีนักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ที่เข้ามาทำงานด้าน AI เป็นจำนวนมาก และในประเทศจีนยังมีบริษัทต่างๆ ที่คอยผลักดันและพัฒนา AI เช่น Baidu ที่กำลังพัฒนา รถยนต์ไร้คนขับ หรือ Driverless cars ที่จำเป็นต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์นี้ในการพัฒนา

รูปภาพจาก: Yomiuri Shimbun

อีกหนึ่งประเทศที่ก็เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของเอเชียหรือญี่ปุ่น จะเน้นหนัก AI ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ การใช้งานภายในครัวเรือน เช่นหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กเล็กภายในบ้าน

ในทางกลับกันก็ยังมีประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐฯ ที่ภาครัฐกลับลดความสำคัญของการพัฒนา AI ลง มีแต่ภาคเอกชนที่ผลักดันและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ป้อนเข้าสู่ตลาดโลก จนอาจทำให้ขาดบุคลากร เพราะรากฐานของประเทศไม่มีการสนับสนุนในส่วนนี้

แล้วสหรัฐฯหรือประเทศอื่นๆ ควรทำอย่างไร ?

Invest more 

นาย Jason Furman หนึ่งในที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ Obama ได้กล่าวไว้ว่า การระดมทุนเพื่อการวิจัยเป็นสิ่งที่สำคัญและควรเริ่มดำเนินการเป็นอันดับแรก ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม และ AI เป็นเทคโนโลยีที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจและขับเคลื่อนมันได้อย่างแม่นยำซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้า และสร้างอาชีพใหม่ๆ และรายได้ที่สูงขึ้น นาย Oren Etzioni ผู้บริหารของสถาบันปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ได้หวังผลกำไรแห่งหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมของ AI ได้เกิดขึ้นจากสถาบันการศึกษาต่างๆ หากคุณไม่ลงทุนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ เพื่อการศึกษานี้ ก็เหมือนคุณได้ทิ้งโอกาสที่ดีของคุณไป เพราะเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์

Prepare for job losses

เมื่อ AI เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาและผลักดันเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดการตกงานขึ้นเพราะได้มีเทคโนโลยีมาทดแทนคน และอาจจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแย่ลง แต่ในทางกลับกันการเข้ามาของ AI นี้ทำให้เกิดอาชีพใหม่และมีรูปแบบการทำงานใหม่ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Amazon มีการจ้างคนมาช่วยถอดเสียงให้ออกมาเป็นคำ หรือ การจ้างคนมาจัดเรตติ้งออนไลน์ของเนื้อหาวิดิโอใน YouTube ของ Google ก็เป็นตัวอย่างอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่จากการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี นอกจากคนทั่วไปต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลกแล้วรัฐบาลก็ต้องรู้ทันกระแสโลกและเตรียมคนให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลง เพราะปัญหาใหญ่ของการตกงานคือการไม่ปรับตัว

Nurture talent

สหรัฐอเมริกา มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นประเทศที่มีความสามารถทางวิชาการและเป็นผู้นำการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ แต่นักวิชาการหลายท่านก็ไม่ได้เป็นคนของอเมริกา แต่ได้เข้ามาเรียน และทำงานในสหรัฐฯ ประเทศอื่นๆ ได้ตระหนักถึงสิ่งนี้และมีการชักจูงเหล่านักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ต่างๆ เข้ามามีส่วนช่วยในการศึกษาและวิจัยในประเทศของตน ซึ่งตรงข้ามกับสหรัฐที่มีการตรวจตราวีซ่าที่เข้มงวด และ มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับผู้อพยพและเหล่านักศึกษา ซึ่งเป็นการไม่เปิดกว้างในการรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา การมีสังคมที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้เกิดข้อดีมากกว่าข้อเสีย ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจหากมีการชักจูงและรักษานักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมาได้

Prioritize education

การศึกษานั้นเป็นส่วนที่กุญแจที่สำคัญตัวหนึ่งของ AI นักวิทยาศาสตร์ AI รุ่นใหม่จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรม Tess Posner ซึ่งเป็นผู้นำองค์กร AI4All ที่ไม่แสวงผลกำไรกล่าวว่านอกเหนือจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้วการศึกษาสามารถช่วยแก้ปัญหาข้อบกพร่องต่างๆ ได้ รัฐบาลอาจไม่ใช่ผู้ให้ความรู้โดยตรงแต่ควรมุ่งเน้นในการสนับสนุนและพัฒนาบุคลากร ซึ่งในประเทศอังกฤษก็ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้อีกเช่นกัน จึงได้มีการสร้างมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นในเรื่องของ AI โดยเฉพาะ และมีการสนับสนุนสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกด้าน AI ในมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกด้วย

Guide regulation

สหรัฐฯ อาจไม่ต้องมีกฎหมายหรือข้อบังคับใช้ใหม่สำหรับ AI แต่เป็นการปรับใช้กฎหมายที่มีอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ในกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับรถยนต์ไร้ขนขับก็กำลังอยู่ในการสอบสวนโดยหน่วยงานของรัฐบาลกลางเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการละเมิดกฎหมายข้อใด ซึ่งก็มีนักวิชาการได้บอกว่าการตัดสินใจของ AI เป็นสิ่งที่แม่นยำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่นักวิชาการสงสัยว่ามันอาจถูกแทรกแซง โดย ผู้ที่ไม่หวังดีก็เป็นได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะควรเตรียมพร้อมรับมือ

Understand the technology

จากทั้งหมดนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลสหรัฐฯ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ AI และ รู้ว่าAI จะทำอะไรและส่งผลอย่างไร เพราะAI มีความสามารถที่ซับซ้อนและรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกำหนดนโยบายและวางแนวทางการบริหาร หากปราศจากความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคนั้น ก็จะเป็นความท้าทายอย่างมากในการทำงานให้มีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่มี AI อยู่ แต่ความเชี่ยวชาญในด้านเทคนิคในสหรัฐฯ ตอนนี้นั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะไม่มีผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญหรือนำนโยบาย ให้การปรึกษาแก่ ประธานาธิปดี

รูปภาพจาก : Line Botnoi

การตระหนักรับรู้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั่นเป็นเรื่องสำคัญในการเตรียมตัวพร้อมรับการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งในประเทศไทยก็เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี AI ให้เห็นกันมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น บอทน้อย ที่ได้รับรางวัล Line Bot Award ในหมวดรางวัล Chat bot คุยเก่ง ซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของ วงการ AI ในบ้านเราที่เริ่มมีการนำ Chat bot ไปต่อยอดในการทำธุรกิจในฝั่งของ Customer care

รูปภาพจาก: www.dinsow.com

หรือจะเป็น หุ่นยนต์ดินสอ หุ่นยนต์เชื้อสายไทยแท้ ที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ อยู่ในร้านสุกี้ชื่อดังอย่าง MK ถูกพัฒนาต่อยอด ให้เป็นหุ่นยต์ที่ไว้ใช้ดูแลผู้ป่วย สามารถคอยตรวจเช็คการเต้นของหัวใจหรือมองเห็นเวลาผู้ป่วยลุกออกจากเตียง และส่งข้อมูลไปให้ญาติของผู้ป่วยได้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยและคนไทยไม่ได้นิ่งนอนใจกับการเข้ามาของ AI หรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีการเรียนรู้ปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ หากเราเตรียมพร้อมรับมือและรู้เท่าทันเหตุการณ์ สร้างเสริมความรู้มาต่อยอดเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามาเสมอ ยุคแห่ง AI หรือยุคแห่งเทคโนโลยี ก็คงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป