ถ้ามีใครสักคนมาถามว่า “ในกรุงเทพมีปัญหาอะไร” คำตอบที่เป็นอันดับต้นๆ ที่จะผุดขึ้นมาในหัวของคนส่วนใหญ่ น่าจะเป็นเรื่องของรถติดหรือไม่ก็การคมนาคมสัญจรต่างๆ เป็นเรื่องที่ยากลำบาก ยิ่งถ้าในวันที่ฝนตก นอกจากรถบนท้องถนนจะติดแล้ว บนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์สาธารณะ ก็จะมีคนต่อแถวเบียดกันแน่นขนัดไปหมด ซึ่งสาเหตุของปัญหาหลายๆ คนอาจจะบอกว่า เพราะรถสาธารณะมันมีน้อยรองรับปริมาณคนไม่พอ จนคนหันไปใช้รถส่วนตัวทำให้รถติดแน่นกรุงไปหมด หรือ เพราะคนทำผิดกฎจราจรเอย มีอุบัติเหตุเอย ทำถนนเอย ซึ่งนอกจากปัญหารถติดแล้ว ก็ยังมีส่งผลให้มีปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ที่จอดรถไม่พอหาที่จอดยากทำให้เสียเวลาในการหาที่จอด คำนวณเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปถึงที่หมายยาก หรือ การจราจรที่ติดขัดทำให้รถพยาบาลไม่สามารถไปส่งผู้ป่วยได้ทันเวลา

ซึ่งในยุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มาช่วยในการจัดการวางแผนหรือทำให้คนเราใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น IoT หรือ Internet of Things ก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง ซึ่ง IoT เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ใช้สามารถติดตาม ใช้งาน หรือคอย ควบคุมได้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากนำมาประยุกต์ใช้เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ก็จะช่วยในการจัดการวางแผนในการเดินทางได้ดีขึ้น ยกตัวอย่าง เมือง Milton Keynes ในประเทศอังกฤษ ที่จะมี Data Hub คอยรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไม่เพียงแต่การคมนาคม ยังมีด้านพลังงาน ด้านสังคม หรือ เศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาเมืองและเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ ในด้านคมนาคมนั้น มีการนำเอาข้อมูลใน Data Hub มาช่วยในระบบการจองรถสาธาณะต่างๆ ที่ใช้ในการเดินทาง และมี Application ที่ช่วยให้เห็นการจราจร ปริมาณรถ ตารางเวลารถโดยสารต่างๆ ที่ว่างลานจอดรถ แบบ Real Time เพื่อให้ผู้ใช้งานหรือคนในพื้นที่สามารถวางแผนการเดินทางต่างๆ ได้อย่างสะดวก

ในบ้านเราเองนั้นก็มีการนำเทคโนโลยี IoT เหล่านี้มาใช้บ้างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Smart Parking โดยการติดตั้งอุปกรณ์ Sensor ใต้จุดจอดรถ ซึ่งระบบ Censor จะส่งข้อมูล มาที่ Application ของผู้ใช้งาน ทำให้ทราบถึงจุดจอดรถที่ว่างทำให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนและตัดสินใจได้ว่าถ้านำรถส่วนตัวจะมีที่จอดมั้ย หรือ จะเป็น Application ที่ไว้ใช้ติดตามรถเมล์สาธารณะ “ViaBus” ซึ่งสามารถติดตามดูตำแหน่ง ตัวยานพาหนะ และป้ายรถเมล์ต่างๆ ว่าป้ายนี้มีสายไหนผ่านบ้าง หรือ รถอยู่ตรงไหนแล้ว แต่การใช้งานก็ยังไม่ครอบคลุมและไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดีนัก

ซึ่งหากเรามีการร่วมมือและส่งเสริมที่ดีจากทั้งภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ตามท้องถนน ที่สามารถเก็บรวบรวม Data ที่บอกสภาพท้องถนน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆ เพื่อการวางแผนการเดินทาง รวมทั้งสัญญาณไฟต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่สามารถคอยควบคุมได้ทุกที่ตลอดเวลาผ่านทางอินเทอร์เน็ต ก็น่าจะทำให้การเดินทางของประชาชนหรือรถฉุกเฉินและรถพยาบาลสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้ก็ยังทำให้เห็นปัญหาชัดขึ้น ว่าเราควรแก้จากจุดไหนปรับปรุงที่จุดไหน หรือจะสร้างอะไรขึ้นมาพัฒนาให้มันดียิ่งขึ้น

ในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาพัฒนาสังคมเมืองที่ใหญ่ ให้เกิดเป็น Smart City นั้น นอกจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชนเองก็ต้องให้ความร่วมมือด้วย

นอกจากปัญหารถติดแล้ว ลองมาคิดดูกันเล่นๆ ว่ามีปัญหาอะไรที่ IoT สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อีกบ้าง?