แบรนด์ทุกแบรนด์ต่างมีประวัติศาสตร์ของตัวเอง และเมื่อเราย้อนดูประวัติศาสตร์ของแบรนด์ต่างๆ เรื่องราวของพวกเขาก็มักจะสะท้อนให้เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง เช่นเดียวกันกับแบรนด์เครื่องสำอางThe Body Shop’

เพื่อนๆ นักอ่าน อาจจะสงสัยว่า The VIABLE กับแบรนด์เครื่องสำอางมีจุดประสานกันอย่างไร? เพราะดูเหมือนเว็บเราจะเน้นการทำ Digital Business มากกว่า อันที่จริงแล้ว คีย์เวิร์ดสำคัญที่เราอยากจะพูดถึงคือคำว่า Sustainable Business’ หรือธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

เทรนด์ธุรกิจแนว Sustainable

ปัจจุบันบริษัทหรือองค์กรต่างๆ นั้นพยายามจะทำตัวเองให้เป็น Sustainable Business หรือ ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน นั่นเป็นเพราะว่าในปัจจุบันผู้คนทั่วไปหันมาสนใจและใส่ใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น เช่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม, การสร้างความเสมอภาคทางสังคม หรือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ส่งเสริมการกระจายรายได้ อาจจะเรียกง่ายๆ ว่าบริษัทหรือองค์กรนั้นๆ นอกเหนือจากการสร้างกำไรต่อธุรกิจแล้ว ยังต้องรับผิดชอบต่อสังคม และถ้าหากทำกระบวนการนั้นๆ ได้สำเร็จ นอกจากกำไรจากการขายสินค้าหรือบริการแล้ว ยังได้ภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรหรือบริษัทอีกด้วย โดยตัวอย่างของบริษัทที่เป็น Sustainable Business เช่น SCB, Unilever, Nike, The Body Shop

กรณีศึกษาจาก The Body Shop

ทีม The VIABLE ได้พบปะสัมภาษณ์ทีม The Body Shop ประเทศไทย 3 คน ได้แก่ คุณจอย – ณปภัช พัวสุวรรณ Marketing Manager, คุณกุ้ง – นรกมล แก้วฟอง Assistant Digital Marketing Manager และ คุณออย – สุธาทิพย์ ตรงไตรรัตน์ Trading Marketing เพื่อขอกรณีศึกษาจากแบรนด์โดยตรง

เส้นทางธุรกิจของ The Body Shop

The Body Shop International PLC. เป็นบริษัทธุรกิจค้าปลีกที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เส้นผม น้ำหอม และเครื่องสำอางคุณภาพสูง ซึ่งดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 1976 ก่อตั้งขึ้นโดย Dame Anita Roddick ทำธุรกิจกว่า 2,400 สาขาใน 61 ประเทศ และมีผลิตภัณฑ์กว่า 1,200 รายการ

Body shop

Dame Anita Roddick ผู้ก่อตั้ง The Body Shop | รูปภาพจาก LemonadeDay.org

ภูมิใจในความต่าง

เพราะหัวใจของธุรกิจนี้คือ คุณค่าเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ทุกสิ่งที่ทำ The Body Shop ทำนั้น จึงมุ่งมั่นที่จะปกป้องโลกใบนี้ ปกป้องสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมการนับถือตัวเอง ส่งเสริมการค้ากับชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน พร้อมกับมั่นใจได้ว่าทุกส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ทารุณสัตว์ด้วยการทดลอง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานที่ต้องทำ แต่ The Body Shop ทำเพราะเป็นคุณค่าที่อยู่ในสายเลือดของแบรนด์ The Body Shop

อุดมการณ์ 5 ประการในการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

ทาง Global Company ของ The Body Shop มีหลักคิดที่ค่อนข้างละเอียด ซึ่งนำมาแชร์ต่อให้กับฝั่ง Local แทบจะเป็นไบเบิลเลยทีเดียว โดยประกอบด้วยอุดมการณ์ในการทำธุรกิจ 5 ข้อ ได้แก่

1. ไม่ทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโดยทั่วไปนั้น มักจะใช้สัตว์เป็นเครื่องมือในการทดลองวิจัย แต่ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ The Body Shop นั้น ไม่มีการทดลองในสัตว์

“คุณเชื่อไหมว่า การนำสัตว์มาทดลองสารเคมีต่างๆ ส่งผลกับสัตว์ร้ายแรงกว่าที่เราคิด การทดลองทำได้โดยการนำสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกระต่ายหรือลิง มาโกนขนออก แล้วทาสารเคมีลงบนตัวสัตว์หรือหยดสารเคมีลงในดวงตา ซึ่งสุดท้ายแล้วสัตว์ส่วนใหญ่ที่นำมาทดลองก็จะตายหรือพิการ”

ล่าสุด The Body Shop จึงออกแคมเปญ Forever Against Animal Testing ล่ารายชื่อ 8,000,000 รายชื่อทั่วโลก เพื่อยื่นเสนอต่อ UN ให้ออกกฎหมายยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์ในสัตว์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้คนทั่วโลกเห็นความสำคัญในเรื่องนี้

The body shop honey

รูปภาพจาก The Body Shop

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

ผลิตภัณฑ์ของ The Body Shop ต้องผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิก ซึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช

“ตัวอย่างวัตถุดิบที่นำมาสร้างผลิตภัณฑ์ เช่น กล้วยที่นำมาผลิตแชมพู มาจากประเทศเอกวาดอร์ ขิงจากประเทศศรีลังกา และน้ำผึ้งมาจากประเทศเอธิโอเปีย”

3. ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

แม้ว่าวัตถุดิบของแบรนด์จะได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี แต่ว่าราคาของผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้สูงเกินเอื้อม นอกจากนี้ The Body Shop ยังช่วยรณรงค์ด้วยว่า การทำการค้าจะต้องซื่อสัตย์และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

4. ประหยัดพลังงาน

The Body Shop ก็เป็นอีกแบรนด์ที่มุ่งลดการใช้พลังงาน ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะลดการใช้พลังงานในทุกๆ ร้านลง 10% ภายในปี 2020 และหาก The Body Shop มีการตัดต้นไม้ ก็จะปลูกต้นไม้ทดแทนด้วย

The body shop

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดเต็ม

“เราใช้บริษัทตัวแทนที่มีใบรับรองว่าจะดูแลต้นไม้ที่เราปลูกจริงๆ และเรายังมีคอนเซ็ปต์ในร้าน เช่น ภายในร้านค้าของเราจะไม่ใช้แสงสว่างมาก เนื่องจากต้องการเน้นให้ประหยัดพลังงาน และนอกจากนี้ ทุกๆ เดือนเรายังส่งรายงานไปยัง Global Company เพื่อรายงานว่าแต่ละเดือน เราเสียค่าไฟฟ้าไปเท่าไหร่ และลดการใช้พลังงานลงไปเท่าไหร่” 

5. การค้าที่ยุติธรรม

The Body Shop ยังมีความร่วมมือระหว่างบริษัทและชุมชนที่ยากจนทั่วโลก เรียกว่า Community Fair Trade โดยเริ่มจากการคัดเลือกวัตถุดิบก่อนว่าจะใช้อะไร จากประเทศไหนดีที่สุด แล้วบริษัทก็จะเข้าไปสร้างเครือข่าย ดึงคนที่ไม่มีงานทำเข้ามาอยู่ในเครือข่าย ซึ่งล่าสุด บริษัทมีวัตถุดิบที่มาจาก Community Fair Trade แล้วกว่า 50 ชนิด

เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ดังกล่าว The Body Shop วางเป้าหมายแบรนด์ภายในปี 2020 ไว้ว่า Enrich Not Exploit’ โดยมีรายละเอียดดังภาพทางขวามือ

ถาม 3 สาวเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับแบรนด์ระดับโกลบอล

  • ข้อดี-ข้อเสีย ในการทำงานร่วมกับ Global Company มีอะไรบ้าง

ข้อเสียคือ ด้านการตลาด เราทำงานล่าช้าไปบ้าง เพราะส่วนมากเราจะต้องทำตาม Headquarter และเวลาเราจะทำอะไรเองก็จะมีข้อจำกัด เช่น เราจะทำแคมเปญใดก็ต้องขออนุมัติทุกครั้ง

ส่วนข้อดีของการทำงานร่วมกับ Global Company คือ เป็นบริษัทที่ปลูกฝังแนวความคิดทางการค้าให้ถูกจริยธรรม และมีแนวคิดทางด้านการตลาดที่เป็น Knowledge Sharing ที่จะใช้เพื่อการแบ่งปันข้อมูล ไม่ใช่แค่ในประเทศแต่ทำให้เห็นข้อแตกต่างในแต่ละประเทศด้วย ยกตัวอย่างแคมเปญของ The Body Shop India ที่ชื่อว่า Falling for you : Lower prices for good ซึ่งนำผลิตภัณฑ์มาจัดกิจกรรมและมีการลดราคา ทำให้ยอดขายในประเทศอินเดียโตขึ้นมาก แล้วจากนั้นเราก็นำมาปรับใช้กับการตลาดในประเทศไทย

  • อยากรู้ว่าก่อนที่จะเข้ามาทำงานกับ และระหว่างที่อยู่กับ The Body Shop มีสิ่งไหนที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากการทำงานที่นี่บ้าง

ต่างกันมากเลย เนื่องจากบริษัทเก่าที่เคยอยู่ ทาง Global Company นั้นค่อนข้างแตกต่างกับ Global Company ของ The Body Shop อย่างเช่น การทำการตลาดของผลิตภัณฑ์ ทาง Global Company เดิมจะไม่มีแผนอะไรให้เราเลย เราจะต้องทำเองทุกอย่าง วางแผนเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวางขายสินค้าเมื่อไร จะจัดงานเปิดตัวหรือไม่ และภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ควรจะออกมาเป็นอย่างไร แต่พอมาทำงานกับ The Body Shop เราจะทำงานเป็นระบบมากขึ้น โดยมี Global Company คิดแนวทางมาให้คร่าวๆ แล้ว เรามีหน้าที่มาคิดแผนการตลาดเพิ่มเติม และทำให้เข้ากับการขายผลิตภัณฑ์ในประเทศ

  • พูดถึงความประทับใจที่มีต่อแบรนด์ The Body Shop

ประทับใจ The Body Shop แบรนด์ที่อยู่มานานและยังคงรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ดี ทำทุกอย่างแล้วคิดถึงธรรมชาติ ไม่มีการทดลองสินค้าในสัตว์ ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน ประทับใจที่แบรนด์ใช้ผลผลิตจากธรรมชาติเพื่อมาสร้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งเทรนด์ในปัจจุบัน คนทั่วไปนั้นสนใจในเรื่องสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น ร่วมกับการทำงานที่เป็นระเบียบ ใส่ใจในกระบวนการผลิต และเป็นแบรนด์ที่ถึงแม้จะมีผลิตภัณฑ์เยอะ แต่สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีคุณภาพดีได้

\ THE VIABLE SAY \

หลายๆ ข้อ อาจจะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดิจิทัล แต่เมื่อมาไล่ดูแล้วคุณสามารถนำหัวข้อนี้ไปประยุกต์ใช้ต่อได้ เช่น เรื่องการลดการใช้พลังงาน การค้าที่ยุติธรรม เนื่องจากบริการด้านดิจิทัลหลายๆ อย่างถูกสร้างและพัฒนาขึ้นมาโดยมีเรื่องเหล่านี้เป็นปัจจัยประกอบ เช่น Cloud ซึ่งเป็นโมเดลแบบ Pay-Per-Use ก็เป็นการลดการใช้ทรัพยากร Server ของแต่ละบริษัทได้ ซึ่งมีการใช้จ่ายที่ยุติธรรมตามที่ใช้จริง

และเมื่อบริษัทสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับเครือข่ายทั่วโลกได้ ก็สามารถสร้างงานให้คนได้ทั่วโลกได้เช่นกัน ดังที่แบรนด์ The Body Shop ตั้งเป้าไว้ว่า จะช่วยให้ประชากรทั่วโลกราว 40,000 คน ซึ่งประสบปัญหาด้านการเงินสามารถเข้าถึงงานของบริษัทที่กระจายอยู่ทั่วโลกได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า

\ ENDNOTES \
  • The Body Shop View website
  • The Body Shop Marks 40th Year with Pledge to Be World’s Most Ethical, Sustainable Global Company View article