ส่องไทม์ไลน์ในเฟซบุ๊กย้อนกลับไปสัก 5 ปี จะเห็นว่าไลฟ์สไตล์พวกเราเปลี่ยนแปลงเร็วสุดๆ เทคโนโลยีก็พัฒนาแบบติดสปีดจนไม่รู้จะเร็วไปไหน น่าคิดนะว่าในโลกของการทำงาน คนที่รู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี ดิจิทัลกับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีจะต้องรู้อะไร เตรียมพร้อมและปรับตัวกับอะไรบ้าง?

ทีม The VIABLE ไปร่วมอัปเดตทั้งด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาด โฆษณา เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชัน และเทรนด์ต่างๆ ในวงเสวนาที่ค่อนข้างเป็นกันเอง ‘The 2018 Alternative : ทางเลือก ๒๕๖๑’ โดยเรานำบางประเด็นที่คิดว่า คนทำเพจ คนทำธุรกิจจะได้ประโยชน์เน้นๆ มาฝาก จาก 3 ผู้ก่อตั้งสื่อทางเลือก ที่มาแชร์ประสบการณ์ วิธีปรับตัวและเรียนรู้ ได้แก่

  • เดียร์ – ธนโชติ วิสุทธิสมาน ผู้ร่วมก่อตั้ง NextEmpire
  • อร – อรวี สมิทธิผล ผู้ร่วมก่อตั้ง The VIABLE
  • อาร์ต – ไกรวิน วัฒนะรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง AHEAD ASIA

เฟซบุ๊กไม่เหมือนเดิม ประเด็นฮอตที่คนทำเพจต้องแก้เกม

เดียร์ : ยกตัวอย่าง aomMONEY เราเริ่มโฟกัสกรุ๊ปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ผมมองประโยชน์ในเรื่องคอมมูนิตีจึงเลือกเปิด Niche ที่น่าสนใจ และพอ aomMONEY ของเรา Engage คนได้มากพอ เราจึงเปิด Niche เพิ่มคือ NextEmpire ต่อ

อร : คนที่ได้ผลกระทบมากที่สุดจากการลด Reach คือ คนที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการเข้าหาคนอื่น ทำอย่างไรที่ Publisher จะปรับตัวได้ ออนไลน์อาจไม่ใช่ที่ที่จะ Publish คอนเทนต์อย่างเดียวแล้ว แต่ให้เปลี่ยนเป็นคอมมูนิตีดีกว่าไหม ซึ่งอรทำ The VIABLE และ Content Shifu โดยไม่ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักอย่างเดียว มองว่าเราควรมีเว็บไซต์ของตัวเอง คือมีบ้านมากกว่าหลังเดียว แต่ก็ต้องไปอยู่ในที่ที่มีคนอยู่ด้วย รวมถึงยังมีการจัดอีเวนต์เป็นช่องทางกระจายคอนเทนต์และสร้างคอมมูนิตีเพิ่มเติมด้วย

วิธีบาลานซ์คอนเทนต์ในเพจกับเฟซบุ๊กกรุ๊ป

เดียร์ : กรุ๊ปไม่ได้ถูกดีไซน์ไว้เพื่อปล่อยคอนเทนต์ แต่ดีไซน์ให้คนคุยกันหรือสร้าง Culture ขึ้นมา เช่น กองทุนไหนดี คนในกรุ๊ปมักจะอัปรูปกราฟโชว์เขียว โชว์แดง ผมก็งงว่าทำไมทำแบบนี้กัน ผมจึงตั้งโจทย์แยกส่วน กองทุนไหนดี มีแค่กรุ๊ป ส่วน aomMONEY กลยุทธ์คือจะแตกเพจ แฟนเพจ ถ้าทำไลค์ก็จะ Exclusive Live บางอันดีไซน์ให้เป็นมาร์เก็ตเพลสเพื่อขาย แต่บางอันดีไซน์เพื่อไปทำสัมมนาต่อ เราต้องดีไซน์และทำงานไปกับโจทย์นั้น

อะไรเป็น Alternative นอกจากโซเชียลมีเดีย

อร :  นอกจากโซเชียล อย่างหนึ่งที่อยากให้มองคือ เว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์มีพันธมิตรก็คือ Search Engine ซึ่งมันสามารถตามเก็บเนื้อหาในเว็บได้หลายหน้า ที่จะทำให้คนเข้าหาเราได้อีกมหาศาล Google มีคนเสิร์ชมากกว่า 100 พันล้านครั้งต่อเดือน (ที่มา Mashable, 2015) ซึ่งคนเข้ามาจาก Search มากกว่าโซเชียลหลายเท่าตัว แต่ Search เป็นอะไรที่สนุกมาก อรเขียนบทความก็พอจะรู้ว่า Keyword ที่ควรใช้คืออะไร เช่น ‘วิธีเป็นนักเขียน’ ถ้าเราไปปล่อยโฆษณาบนเฟซบุ๊ก มีความต้องการหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ถ้าเราทำให้เขา Search มาเจอเราก็จะทำให้เราเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

Infographic v.s. Long-form article

คุณเดียร์คิดว่า Infographic จะยังฮิตไหม
เดียร์ : มันไม่ใช่เทรนด์แน่นอน เพราะวันนี้ก็ปรูฟแล้วว่าทุกคนทำ ตลาดต่อไปจะมัลติฟอร์มไปเรื่อยๆ รูปแบบฟรีสไตล์ ขึ้นอยู่กับว่าฟอร์แมตแบบไหน อาจจะเป็นอัลบั้มหรืออะไรก็ได้ สมมติสมัยก่อน เราคิดคอนเทนต์และทำ Infographic ให้ลูกค้า แต่ตอนนี้งานจะ Craft ขึ้น ใช้กราฟิกมืออาชีพมากขึ้น โจทย์คือทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย Infographic ก็เวิร์ค ซึ่งหัวใจของมันไม่ใช่แค่สวยงาม แต่เป็นการย่อยข้อมูล และสิ่งที่เราคิดก็แตกต่าง โดยเรามีตำแหน่ง Infographic Creative ให้เขาย่อยข้อมูล แล้วค่อยส่งต่อดีไซเนอร์ออกแบบ ซึ่งตลาดนี้โตมาก เช่นงาน Interactive แต่ต้นทุนสูง ส่วนวิดีโอ บางเรื่อง เช่น สร้าง Emotional วิดีโอเล่าได้ดีกว่า

จุดเด่นของอรคือการเขียน Long-form article อรคิดว่าแนวโน้มเป็นอย่างไร
อร : อรว่าขึ้นอยู่กับ Topic ที่เลือกด้วย โดยส่วนตัวอรทำ Long-form article แล้วคนชอบและได้ผลตอบรับดี เพราะเรื่องต่างๆ ที่เราทำเป็นข้อมูลที่ Professional คนอ่านจึงคาดหวังจะได้เรื่องที่มีความลึก ถ้าข้อมูลของเราตอบโจทย์เขา Long Form ยังเวิร์คกับหลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะคนที่มี Pain Point ในเรื่องต่างๆ

เทคโนโลยีที่น่าสนใจกับการประยุกต์ใช้ในปีนี้

อร : อรคิดว่าขึ้นอยู่กับ Objective แต่กลุ่ม Data ก็ยังคงเป็นอะไรที่ใครๆ จะยังคงพูดถึง เพราะเป็นเหมือนสินทรัพย์ ถ้ามี Data มากกว่าก็เพิ่มความได้เปรียบ

คนชอบถามว่า SMEs จะเสียเปรียบบริษัทใหญ่ในเรื่องนี้ใช่ไหม ทั้งปริมาณข้อมูลและเงินลงทุน แต่อรว่าเราอย่าเพิ่งรีบกังวลไปไกล เพราะบริษัทส่วนใหญ่ในไทยก็เพิ่งเริ่มต้นกันไม่นาน

ไม่จำเป็นต้องอิงกระแส อยากฝากให้มอง Mindset ว่า เราจะทำอย่างไรถ้าอยากทำให้ธุรกิจของเราดีขึ้น มันก็คือการแข่งกับตัวเอง ทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะอะไร เมื่อไร

เดียร์ : ส่วนตัวผมกำลังอินกับ VR ทุกคนชอบถามว่าอนาคตคืออะไร ผมเชื่อว่า Infographic จะมิกซ์ไปกับ VR ทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายโดยไม่ยึดติดกับฟอร์ม ซึ่งผมรวบคำว่า VR กับ AR ไปเลย และผมเสิร์ชดูต่างประเทศ เขาไปไกลแล้ว ต้องเลือกให้ถูกว่าเราจะโฟกัสกับอะไร และน่าจะเป็นอนาคตของการศึกษาด้วย ซึ่งตอนนี้ผมก็มีโปรเจกต์ Visualize Learning พยายามเข้าไปเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ให้เรียนผ่าน Virtual Tour

มาต่อกันที่มุมมองเรื่อง AI บ้าง พูดกันเยอะว่าจะเข้ามาแย่งงาน เข้ามาเปลี่ยนโลก

เดียร์ : ผมเชื่อว่า AI จะทำได้ทุกอย่าง เหลือแต่ว่าจะทำได้เมื่อไร เพราะถ้าเราเข้าใจโครงสร้างจะรู้ว่าเราไม่สามารถทำอะไรเทียบ AI ได้เลย งานที่เคยมีจะหายไป 2 พันล้านงานจากทุกวันนี้ภายในปี 2030 และงานที่ทำซ้ำๆ จะเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำทดแทนได้ ส่วนตัวแอบเชื่อว่า คอมจะทำได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นเรื่องกลยุทธ์อาจจะใช้เวลาอีก 100 ปีจึงจะทำได้

อร : ในไทยยัง Early stage มาก AI ที่มีความสามารถทำอะไรได้เยอะๆ อยู่ต่างประเทศ แต่ไทยยังอยู่ในสเตจเริ่มต้นกันหมด 

Gartner บอกว่า AI ผ่านไปอีก 10 ปี AI ก็จะยังไม่ตกยุค ทำอย่างไรก็ได้ให้มันฉลาดยังคงเป็นเทรนด์ในระยะยาว อรมองว่า AI จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการให้ Data ไปเทรน ซึ่งไม่นานมานี้ อรสัมภาษณ์คนไทยในกูเกิลที่ได้ทำวิจัย AI ซึ่งมี Data ให้เล่นเยอะมาก เขานำงานวิจัยมาสร้างตัวละครจำลองขึ้น ยกตัวอย่าง วิดีโอโอบาม่ากล่าวคำปราศรัย เขาปั้นจาก Data รูปจำนวนมหาศาล แล้ว Input คลิปเสียงเข้าไป ซึ่งออกมาเหมือนจริงมาก และ AI ก็ยังทำอะไรได้อีกเยอะ

Startup ยังเป็นกระแสในปีนี้ไหม

อร : อรคิดว่าคีย์เวิร์ดไม่ใช่คำว่า Startup แต่สิ่งที่จะเป็นเทรนด์ระยะยาวคือเรื่องการให้ความสำคัญกับ Innovation และ Entrepreneurship ซึ่งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะ Startup หรือ Corporate ก็ล้วนต้องปรับตัว

คำว่า Innovation กับ Entrepreneurship จะทำให้คนเคลื่อนที่ไปได้เรื่อยๆ เขาคิดริเริ่ม มีแพสชัน ตอบโจทย์โซลูชันได้ มีวิธีแสดงผลงานในหลายรูปแบบ ปัจจุบันมีทางเลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะทำโปรเจกต์แข่งขัน การเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทใหญ่ ออกมาเปิดบริษัทเอง คำถามคือ เราจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปรับธุรกิจไปพร้อมๆ กันให้สำเร็จได้อย่างไร

\ SPEAKERS SAY \

“สำหรับผมการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องมี 2 คำ อดทน และ เสียสละ อดทนคือ ระหว่างทางจะมีคำถามว่า ทำไมต้องทำขนาดนี้ ทำงานบริษัทจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ ตอนนี้เราทำมากเกินไปไหม ส่วนคำว่า เสียสละ ถ้ามัวแต่คิดว่าจะเอาจากคนอื่น จะไม่มีใครมาทำงานกับเรา”

เดียร์ – ธนโชติ วิสุทธิสมาน ผู้ร่วมก่อตั้ง NextEmpire

“อรเคยอินกับคำว่า Startup มากๆ จนกระทั่งมาพบว่าสิ่งที่เราอินจริงๆ คือเรื่อง Entrepreneurship มากกว่า การเป็น Entrepreneur ไม่จำเป็นต้องมองว่าฉันจะเปิดบริษัทของตนเองเท่านั้น แค่…ขอให้ได้ทำสิ่งที่เราชอบ ทำสิ่งที่เราเชื่อ สุดท้ายมันมีฟอร์แมตและโอกาสที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะทำในบริษัท หรือทำของตัวเองก็ล้วนได้ใช้ความเป็น Entrepreneur ทั้งสิ้น”

อร – อรวี สมิทธิผล ผู้ร่วมก่อตั้ง The VIABLE

สุดท้าย คุณอาร์ต – ไกรวิน วัฒนะรัตน์ ผู้จัดงานกล่าวเสริมเกี่ยวกับคำถามเรื่องการพัฒนาตัวเองว่า เขาเริ่มจากชอบอัลวิน ทอฟเลอร์ (Alvin Toffler) นักอนาคตวิทยาที่บอกว่า Learn Unlearn Relearn ซึ่งในยุคดิจิทัล มีข้อมูลเยอะมาก ดังนั้นต้อง Self Awareness ที่ง่ายที่สุดคือ เรียนจากคนอื่น ซึ่งเขาก็เรียนจากลูกศิษย์ด้วย ไม่รู้ก็ให้ลูกศิษย์อธิบาย ที่สำคัญ ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร นอกจากนั้น การจะทำบริษัทได้ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบได้ด้วย เช่น กล้าตัดมะเร็งร้ายออก