ตลอดช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหมือนฟ้ากำลังเล่นตลกกับกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ด้วยข่าวมากมายต่างๆนานาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ทำให้นักลงทุนเริ่มหวั่นใจและหวาดกลัวจนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จนหุ้นร่วงกันถ้วนหน้า เราลองไปดูกันดีกว่าว่ามันมีข่าวอะไรที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้บ้าง

เริ่มจากรายแรก ที่มีกรณีอื้อฉาวของ Cambridge Analytica ที่เกิดขึ้นกับ Facebook ที่ได้ปล่อยให้มีการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ ราวๆ  50 ล้านบัญชีผ่านทาง Application ที่มีชื่อว่า Thisisyourdigitallife และถูกบริษัท Cambridge Analytica ไปใช้ในการหาเสียงทางการเมืองให้แก่ นาย Trump จนทำให้เกิดกระแส #deleteFacebook ในทวิตเตอร์เนื่องจากข้อมูลถูกนำไปใช้โดยมิชอบ และผู้ใช้ไม่มั่นใจในระบบความปลอดภัยของ Facebook ทำให้นาย Mark Zuckerberg ออกมาขอโทษและยอมรับและได้ประกาศตรงสอบแอปทุกตัว แต่กระนั้นราคาหุ้นของ Facebook ก็ยังดิ่งลงอย่างหนักถึง 20%

Designed by natanaelginting / Freepik

รายต่อมา Tesla ที่ช่วงที่ผ่านมา 1 เดือนนี้ หุ้นได้ตกลงมาถึง 23%  เกิดจากปัญหาการส่งมอบสินค้า นั้นคือ Tesla Model X และ Model S ทำได้ลดลง เพราะเมื่อมีการส่งมอบสินค้าได้ช้ารายได้ที่จะได้ก็เลื่อนออกไป อีกทั้งยังมีปัญหาคอขวด ที่เกี่ยวกับการผลิต Model 3 ถึงทำได้น้อยกว่า ที่ตั้งเป้าไว้ และด้วยปัญหาร้ายแรงอย่างอุบัติเหตุ ที่มีคนขับ Tesla Model X ไปชนเข้ากับแนวกั้นถนนจนคนขับเสียชีวิต ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นนั้นลงหนักในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา

รูปภาพจาก : cleantechnica.com

หากถ้าพูดถึงข่าวอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับรถยนต์ในช่วงนี้คงไม่พูดถึง Uber ไม่ได้ เพราะกลางดึกวันหนึ่งได้เกิดเหตุรถยนต์ไร้คนขับของ Uber ได้ชนเข้ากับหญิงสาวที่กำลังจูงจักรยานเดินข้ามถนนอยู่ในเงามืด ซึ่งยังไม่มีรายงานข้อสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็ส่งผลให้บริษัท Toyota ได้ประกาศหยุดทดสอบรถยนต์ไร้คนขับไปเพราะยังไม่สามารถคาดเดาสาเหตุของความผิดพลาดหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ จึงหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย

รูปภาพจาก : AFP
รูปภาพจาก : AFP

และล่าสุดราคาหุ้นของ Amazon ตกลงมาเกือบๆ 10% ภายใน 1 อาทิตย์ เนื่องจาก นาย Trump ประธานาธิบดี ของสหรัฐได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ว่าตนเองกังวลเกี่ยวกับการที่ Amazon กำลังทำลายวงการค้าปลีกรายย่อยและมีการผูกขาดกับไปรษณีย์ของสหรัฐฯ มากเกินไป ด้านนักลงทุนกลัวว่าทรัมป์อาจใช้มาตรการกฎหมายต่อต้านการผูกขาดเพื่อควบคุม Amazon เลยทำให้เกิดการเทขายหุ้นขึ้น

รูปภาพจาก : twitter @realDonaldTrump
รูปภาพจาก : twitter @realDonaldTrump

ทางด้านของนักลงทุนก็มีปัจจัยหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งปัจจัยทางการเมือง , กลุ่มอุตสาหกรรม , สภาพเศรษฐกิจ และปัจจัยทั้งภายในและภายนอกต่างๆ ทั้งหมดล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการวิเคราะห์เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่หุ้นของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีจะร่วง กันลงมาเหมือนโดมิโนขนาดนี้ เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในกลุ่มอุตสากรรมเดียวกัน เหมือนในกรณีนี้ที่เกิดปัญหาที่สหรัฐฯ แต่ยังส่งผลมาถึงฝั่งเอเชียบ้านเรา นั่นคือ BAT สามบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนซึ่งประกอบด้วย Baidu, Alibaba และ Tencent ที่ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมานี้ก็ทำให้หุ้นตกลงไปเล็กน้อยบ้างเหมือนกัน

รูปภาพจาก : Investing.com

หรือบางเคสก็มีปัญหาที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกัน  Uber กับ Tesla ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ และ Amazon ที่หุ้นร่วงจากคำบอกเล่าของผู้นำทางการเมืองคนสำคัญอย่างนายทรัมป์

จากเหตุการณ์หรือกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้นคงกล่าวได้ว่าเป็นโชคร้ายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีที่สร้างความหวาดระแวงและลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนลงแต่มันคงไม่ใช้จุดจบเพราะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาอย่างรวดเร็วของธุรกิจกลุ่มนี้ที่เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกธุรกิจและกิจวัติประจำวันของคนทั่วไป ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเกิดฉากจบขึ้นในตอนนี้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่ยากลำบากและเมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไปอาจจะมีแนวโน้มในการพัฒนาที่ดีก็เป็นได้