Virtual Machine (VM) หรือที่ในภาษาไทยเรียกว่า การทำคอมพิวเตอร์เสมือน สามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นการจำลองระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ด้วยซอฟต์แวร์บนเครื่องจริง ทำให้สามารถใช้งานได้เหมือนมีคอมพิวเตอร์หลายเครื่องภายในเครื่องเดียว และสามารถรันระบบปฏิบัติการได้หลายระบบ โดยที่เครื่องจริงและเครื่องเสมือนนั้นมีทรัพยากรที่เป็นอิสระจากกัน

ยกตัวอย่าง เราอยากจะเขียนโปรแกรมเพื่อรันบนระบบปฏิบัติการของ Linux แต่ว่าใช้คอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการเป็น Microsoft Windows เมื่อใช้ VM เข้ามาช่วย ก็จะทำให้เราสามารถจำลองระบบปฏิบัติการของ Linux ในเครื่องของเราที่เป็น Microsoft Windows ได้เลย และนอกจากนั้นเรายังสามารถใช้ระบบปฏิบัติการในเครื่องหลักได้ตามปกติ

VM, Virtual Machine, Windows

รูปภาพจาก Geekwire

Virtual Machine มีข้อดีอย่างไร มีข้อเสียไหม?

เมื่อรู้แล้วว่า VM คืออะไร มีไว้ใช้ทำอะไร คราวนี้เรามาดูกันบ้างว่า VM นั้นมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง

เนื่องจากเราสามารถจำลองว่าเรามีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง หลายระบบปฏิบัติการในเครื่องเดียวได้ ดังนั้นข้อดีคือ เราสามารถประหยัดเงินในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบปฏิบัติการได้

แต่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว เพราะการที่เราจะสามารถจำลองระบบปฏิบัติการหลายๆ เครื่องได้ภายในเครื่องเดียวนั้น แลกมาด้วยการที่เครื่องหลักต้องมีทรัพยากรในเครื่องสูงพอสมควร เนื่องจากเครื่องหลักต้องแบ่งปันทรัพยากรไปยังเครื่องที่จำลองขึ้นมา และอีกอย่าง การจำลองระบบปฏิบัติการอื่นๆ เข้ามาในเครื่องหลักจะทำให้ความเร็วในการประมวลผลของเครื่องหลักและเครื่องที่จำลองขึ้นมานั้นลดลง

ทบทวนสิ่งที่ Cloud Computing เป็น

ถ้าหากแปล Cloud Computing เป็นภาษาไทยก็คือ การประมวลผลบนก้อนเมฆ ที่ฟังดูแล้วก็อาจจะยังงงๆ แต่ถ้าพูดถึงฟังก์ชันจริงๆ แล้วมันคือ การที่เราใช้บริการซอฟต์แวร์ ระบบ และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการ โดยสามารถเลือกกำลังการประมวลผลกับจำนวนของทรัพยากรได้ตามต้องการ และนอกจากนี้ เรายังสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud จากที่ไหนก็ได้ 

The VIABLE เคยลงบทความเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ ข้อดี และประเภทของ Cloud Computing  ไว้แล้ว เช่น ลักษณะการใช้งานที่แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ SaaS (Software as a Service) PaaS (Platform as a Service) IaaS (Infrastructure as a Service) แต่ทั้งหมดนี้ก็คือ การให้บริการในการใช้โครงสร้างพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยประมวลผล ระบบการจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย ในรูปแบบเสมือน (Virtualization) นั่นเอง (อ่านเพิ่มเติม Mission to the Cloud : ทำความรู้จัก Cloud เข้าใจบริการและฟีเจอร์) ซึ่งมีข้อดีคือ

  • องค์กรไม่ต้องลงทุนสิ่งเหล่านี้เอง
  • มีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างของระบบไอทีในทุกรูปแบบ
  • สามารถขยายขนาดได้ง่าย
  • ลดความยุ่งยากในการดูแล
Virtual Machine, Windows, Mac

รูปภาพจาก Geekwire

ถ้าอย่างนั้น VM มีความสัมพันธ์กับ Cloud Computing อย่างไร?

VM นั้นได้รับการพัฒนาต่อ เรียกว่า VPS (Virtual Private Server) สำหรับใช้กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริง 1 ตัว เพื่อให้สามารถแบ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์เสมือนย่อยๆ หลายๆ ตัว ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีตู้เซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเองเพราะเกินความจำเป็น

แล้ว VPS ก็ถูกนำไปพัฒนาเพื่อไปอยู่บน Cloud เรียกว่า Cloud VPS ซึ่งหลักการใช้งานก็คล้ายๆ กับ VPS แต่เกิดจากเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องเชื่อมต่อกันแล้วจำลองเซิร์ฟเวอร์อยู่บน Cloud ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถประมวลผลได้รวดเร็วกว่า VPS ธรรมดา และในกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หากเป็น Cloud VPS ระบบจะยังสามารถรันต่อไปได้ด้วยการประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกันอยู่

\ VIABLE SAY \

จะเห็นว่าความหลากหลายของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นมีประโยชน์ในหลากหลายด้าน แต่ที่เหนือกว่านั้นคือ ถ้าผู้ใช้หรือผู้นำรู้จักคัดสรรเทคโนโลยีที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดเวลา ลดต้นทุนด้านต่างๆ ให้องค์กรได้เป็นอย่างดี เช่น การใช้ VM ที่สามารถทำงานข้ามระบบ Microsoft Windows กับ MAC OS ได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อคอมพิวเตอร์ทั้งสองระบบ