ในโลกที่งานหลายๆ อย่างอาจหายไป เพราะความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้า disrupt อย่างรุนแรงและรวดเร็ว เพราะแม้กระทั่งงานที่ต้องข้องเกี่ยวกับมนุษย์มากที่สุดอย่าง “สายงาน HR” ยังมีกระแสว่าจะถูกแย่งไปโดยหุ่นยนต์ แล้วจะนับประสาอะไรกับงานที่ต้องทำซ้ำๆ จำเจ น่าเบื่อ หรือต้องเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ไม่ช้าไม่นาน หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่ได้แทบทั้งหมด ซึ่งในกรณีที่ดีที่สุด ภาพของการทำงานในโลกอนาคต คือมนุษย์ต้องทำงานร่วมกันกับหุ่นยนต์

โจทย์สำคัญของมนุษย์อย่างเราๆ ในยุคถัดไป จึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากจะทำอย่างไรให้เรายังคงมีความสำคัญ (relevant) ในโลกของการทำงานในอนาคต

ตัวเลขสถิติหรืองานวิจัยไม่ว่าจากสำนักไหน เห็นตรงกันว่า ในโลกอนาคตของการทำงาน มนุษย์จะตกงานสูงมาก แต่หนึ่งในแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ World Economic Forum ที่เปิดเผยในรายงาน Future of Jobs ที่คาดการณ์ไว้ว่า ในระหว่างปี 2015-2020 มนุษย์จะตกงานทั้งหมดสุทธิแล้วประมาณ 5.1 ล้านคนทั่วโลก โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นกลุ่มคนที่จะตกงานจากการเข้ามา disrupt ของหุ่นยนต์ประมาณ 7.1 ล้านคน แต่ในขณะเดียวกันงานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการ disrupt ของหุ่นยนต์ก็จะสร้างงานใหม่ๆ อีกประมาณ 2 ล้านตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้สายคอมพิวเตอร์, คณิตศาสตร์, สถาปัตยกรรม และวิศวกรในสาขาต่างๆ

ถ้าเรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้ เราก็คงจะส่งลูกหลานไปเรียนในสาขาวิชา STEM ที่เน้นศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์( Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) 

แต่ความจริงคือ “ไม่ใช่” ยิ่งโดเยฉพาะถ้าอ้างอิงวิสัยทัศน์จากผู้ที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีอย่าง Mark Cuban นักลงทุนผู้เชี่ยวชาญสายไอทีและเป็นผู้ร่วมลงทุนคนแรกๆ ของแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Facebook เขาเพิ่งพูดไว้เมื่อไม่นานนี้เองว่า “คนที่เรียนจบสายคอมพิวเตอร์จะตกงานได้ในไม่ช้า เพราะอีกไม่นานหุ่นยนต์จะทำแทนได้อย่างมหาศาล และเอาเข้าจริงสายวิชาที่เป็นอนาคตของโลกจริงๆ คือสายมนุษย์ศาสตร์ (liberal arts)”

Photo: Unsplash

เริ่มยุ่งยากไปกันใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเรียนอะไรก็ดูเหมือนจะไม่พ้นจาก “ตกงาน” คำถามก็คือ แล้วเราควรจะปรับตัวกันอย่างไร?

อย่าเก่งด้านเดียว อนาคตจะเป็นโลกของคนที่มีทักษะหลากหลาย-ข้ามสาย

หนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจคือ “อย่าเก่งด้านเดียว” เพราะอนาคตเป็นโลกของคนที่มีทักษะหลากหลาย และถ้าข้ามสายจนสามารถสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ได้ด้วย ยิ่งน่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น วิศวกรที่ออกแบบซอฟต์แวร์รถยนต์ไร้คนขับ (autonomous vehicle) ที่ไม่รู้เรื่องปรัชญา กับอีกคนหนึ่งที่มีทักษะด้านวิศวกรเท่ากัน แต่มีทักษะความรู้ด้านปรัชญาอยู่บ้าง พอที่จะสามารถสร้างสถานการณ์จำลองหรือเหตุการณ์สมมติเพื่อสอนหุ่นยนต์ AI ให้รับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการใช้งานจริง

คุณคิดว่าวิศวกรคนไหนจะเป็นที่ต้องการของโลกอนาคตมากกว่ากัน?

แน่นอน ก็ต้องเป็นวิศวกรคนที่มีทักษะความรู้สายปรัชญาอยู่แล้ว ทีนี้ถ้าพูดให้ชัดขึ้นอีก หากอ้างอิงจากคำศัพท์แบบฉบับของ Yuval Noah Harari นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชื่อดังซึ่งเขาได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “21 Lesson for the 21st Century” เขาบอกว่า เพื่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคตที่คาดเดาไม่ได้หรือคาดเดาได้ยากมากๆ คุณจำเป็นต้องสร้างตัวตนใหม่ๆ อยู่เสมอ (reinvent yourself) คุณต้องไม่ทำตัวเองให้แข็งทื่อตายตัว เพราะนอกจากจะเปลี่ยนแปลงยากแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนขึ้นมาจริงๆ คุณก็จะปรับไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงด้วย

ทักษะก็เช่นเดียวกัน

ทักษะที่เหมาะสำหรับโลกการทำงานในอนาคตนอกจากจะต้องหลากหลาย ข้ามสาย จำเป็นจะต้องพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ

Forbes สรุป 10 ทักษะที่ควรมีเพื่อเอาไว้สู้กับโลกการทำงานในอนาคตไว้ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. ความคิดสร้างสรรค์: การคิดสิ่งใหม่ๆ ต่อยอด-ต่อเติมจากสิ่งที่มีอยู่ ความคิดในการพัฒนาสิ่งต่างๆ คือความคิดสร้างสรรค์ทั้งนั้น และนี่คือหนึ่งในสิ่งที่หุ่นยนต์ยังตามมนุษย์ไม่ทัน โลกอนาคตของการทำงานจะเรียกร้องความคิดสร้างสรรค์จากมนุษย์อีกมากอย่างแน่นอน เพราะหุ่นยนต์ยังทำในส่วนนี้ไม่ได้
  2. ความฉลาดทางอารมณ์: อีกสิ่งหนึ่งที่หุ่นยนต์ยังไม่มี (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) คือ “อารมณ์” มนุษย์ในโลกของการทำงานในโลกอนาคตจำเป็นต้องมีความฉลาดทางอารมณ์หรือที่เรียกว่า EQ ที่สูงมาก เพราะสิ่งนี้จะทำให้มีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์และสามารถทำงานร่วมกันผู้อื่นได้อย่างราบรื่น
  3. การคิดเชิงวิพากษ์: การคิดในลักษณะนี้ถือเป็นหนึ่งในหนทางของการแก้ไขปัญหาอันซับซ้อนผ่านการใช้เหตุผลและตรรกะ ซึ่งขั้นแรกของการที่จะมีความคิดเชิงวิพากษ์ได้นั้น จำเป็นจะต้องฝึกการวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้เสียก่อน
  4. ทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต: รักที่จะเรียนรู้และเติบโตอย่างแข็งแกร่งคือหนึ่งในทักษะที่จำเป็นต้องมีในโลกอนาคตของการทำงาน เพราะหากล้มเหลวก็ลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะเรียนรู้ความผิดพลาดนั้นๆ ทุกบริษัทต้องการคนแบบนี้
  5. ทักษะในการตัดสินใจ: สิ่งที่หุ่นยนต์ทำได้ดีกว่ามนุษย์คือการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ดังนั้นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะมีความสำคัญต่อโลกอนาคตของการทำงานคือมนุษย์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและกล้าตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล
  6. ทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคล: การสื่อสารระหว่างมนุษย์จะกลายเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็น เพราะจะนำมาซึ่งการทำงานที่ดีและประสิทธิภาพ การสื่อสารที่ดีมีตั้งข้อความที่ชัดเจน น้ำเสียงที่ใช้ และท่าทางประกอบ เหล่านี้ล้วนสำคัญทั้งสิ้น
  7. ทักษะในการเป็นผู้นำ: การแก้ปัญหาในงานของโลกอนาคตเป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกัน เพราะฉะนั้นใครที่มีทักษะในการนำ ไม่ว่าจะด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างพลัง หรือช่วยนำเพื่อนร่วมงานฝ่าฝันปัญหาไปด้วยกันล้วนจำเป็นทั้งสิ้น
  8. ความฉลาดทางวัฒนธรรมและการเคารพในความหลากหลาย: ในอนาคตของโลกแห่งการทำงานจะเกี่ยวพันกับผู้คนที่หลากหลายทั้งเชื้อชาติ, ศาสนา, ภาษา, อายุ, เพศสภาพ, ความคิดทางการเมือง ฯลฯ ดังนั้นมนุษยที่ีทักษะนี้จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก เพราะปรับตัวได้ง่ายกับความหลากหลาย
  9. ทักษะด้านเทคโนโลยี: ทักษะด้านนี้แม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญเท่ากับโปรแกรมเมอร์ แต่จำเป็นต้องเข้าใจการทำงานของระบบไอทีต่างๆ และที่สำคัญจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงผลกระทบที่จะส่งมายังอุตสาหกรรมที่ตนเองกำลังทำงานอยู่
  10. ทักษะในการเปลี่ยนแปลง: ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสูงมาก รวดเร็วมาก และรุนแรงมาก ทักษะในการมองความเปลี่ยนว่าไม่ใช่อุปสรรคปัญหา แต่เป็นโอกาสในการฝ่าคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงไปสู่การเติบโตและสร้างสรรค์นวัตกรรมถือเป็นทักษะที่สำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม นอกจาก 10 ทักษะนี้แล้ว ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า โลกการทำงานในอนาคตคือโลกที่มนุษย์ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้กับทักษะอันหลากหลาย และต้องพร้อมที่จะปรับตัวและสร้างตัวตนใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ

เพราะทั้งหมดนี้ ถ้ามองในภาพใหญ่ มันคือการต่อสู้เพื่อทำให้แรงงานมนุษย์อย่างเราๆ ยังคงมีความสำคัญ (relevant) ต่อโลกการทำงานในอนาคต ซึ่งหุ่นยนต์จะมีบทบาทอย่างสูงนั่นเอง

Source – WeForum 1, 2, 3, Forbes, หนังสือ 21 Lessons for the 21st Century